จุ ล ส า ร
ชมรมศิษย์เก่า คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
Number 10 Oct-Nov-Dec / 2000
A P P R O A C H
สวัสดีครับ
ท่านสมาชิกทุกท่าน
นี่ก็จวนเจียนจะตายกันไปอีกปีแล้วน่ะครับ
ดำเนินชีวิตได้อย่างมีชีวาไปถึงไหนกันแล้ว
จะอย่างไรก็ตาม
ขออวยพรให้ได้ใช้ชีวิตอย่างที่หวังน่ะครับ
จุลสารฉบับนี้ จะถูกส่งไปให้สมาชิกทุกท่านครับ
ระหว่างจุลสารก่อน(ฉบับที่ 9) กับ
จุลสารฉบับนี้(ฉบับที่ 10)
ได้มีจดหมายน้อย(ไปรษณียบัตร-จุลสารฉบับทวงตังค์)
ออกไปเฉพาะหมู่สมาชิกที่ค้างชำระค่าบำรุงครับ
ส่วนท่านที่ชำระแล้ว
และท่านที่มาร่วมงานมุฑิตาจิต
อ.วิโรฒ
ไม่ส่งไปให้ครับ
ถือว่าเงินเหลือจากงานฯ เป็นเงินบำรุงแล้วกัน
ถ้าหากเห็นกำหนดการของจุลสารมันแปลกๆ
ก็อย่าประหลาดใจน่ะครับ
คือ
มันปรกติแบบนี้แหละครับ
หุหุหุ
จากจุลสาร ฉบับที่ 9
เรื่อง "ต๊าย! ไม่ยักรู้ว่าเธอไม่ชอบ"
ของคุณมะยงชิต คุณมะยงชิตได้แจ้งมาว่า
บรรณาธิการได้ตกหล่นข้อความไปบางส่วน
ทำให้อ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง
(อืม
ผมก็งงงงเหมือนกัน
นึกว่าเป็นลูกเล่น)
กราบขออภัยมา
ณ ที่นี้ด้วยครับ
จุลสารฉบับนี้
เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่คัดมาจากกระทู้ต่างๆ
ใน mouthboard จาก website ของชมรมฯ น่ะครับ
www.thai.net/archkku
คัดมาเฉพาะที่เกี่ยวเนื่องกัน
เรื่องอื่นๆ ที่ท่านผู้เมตตาส่งมา ก็มี
บทความวิจารณ์ของคุณนานแสน
เรื่อง"บนถนนสายเก่า"โดย
คุณพุ่ม
บันทึกการเดินทางของคุณตั๊ว
เรื่อง"the beach"โดย คุณ hey man
ครับ เอ้อ
ไม่ได้โกหกเลยว่าน้องคนสวยคนนี้อยู่ที่คณะเรา
ข้อมูลสมาชิกทั้งหลาย ได้ถูกป้อนเข้าโปรแกรมระบบฐานข้อมูลแล้วน่ะครับ ต่อไปจะทำอะไรก็ง่ายหน่อย
แต่มีข้อสังเกตว่า หลายคนยังเป็นที่อยู่เก่าๆอยู่ ผมก็ยังจนใจอยู่ว่าจะอัพเดทกันยังไง
เพราะจำนวนสมาชิกที่มากขึ้น กับข้อมูลจำนวนมาก จะทำให้ต่อไปจะเป็นการลำบากแก่อาสาสมัครที่เข้ามาช่วยเหลือน่ะครับ
เฮ้อ
ถ้าหากว่าจะโหลดข้อมูลไปอยู่ในเน็ท
แล้วเป็นหน้าที่ของมวลหมู่สมาชิกที่จะต้องรับผิดชอบต่อข้อมูลของตนเอง
ไปกรอกไปแก้ไปย้ายที่อยู่กันเอง
เห็นเป็นอย่างไรครับ
ก็คงจะมีปัญหาต่อบางคนที่ไม่ใช้เน็ท
อืม
จะมีปัญหาอื่นอีกไหมเนี่ย
C O N T E X T
งานแต่งของคุณตี๊กะคุณแจงก็เรียบร้อยไปแล้ว
เป็นงานเล็กๆที่น่ารักๆ
นอกจากญาติๆและเพื่อนร่วมออฟฟิสแล้ว
สายสัมพันธ์สอถอมอขอที่ไปร่วมงานก็มี
อ.สถาพร+อ.วาณี
เกตุกินทะ
อ๊ะ
ก็ประมาณ generation แรกๆกระมัง
ก็จะพอได้เรียนด้วย
สิดเก่าก็มี
ม่
แย้ รุ่นแรก
หนุ่ม ปุ๊ รุ่นสอง
ฝ้าย ต้น รุ่นสาม
ปอน รุ่นห้า
อืม
ลืมใครไปหรือเปล่าเนี่ย
ถ้าลืม
ประทานอภัยมา
ณ ที่นี้ด้วยครับ
หุหุหุ
อ.สถาพรเล่าให้ฟัง
ว่า
มีสาวน้อยนางหนึ่งในออฟฟิสเดียวกัน
หลงรักคุณต้นม๊ากมาก
และคุณต้นแกก็เฉย-ม๊ากมาก
คือ
ชอบ คือ รัก
แต่ไม่มีกำหนดแต่ง
ไม่มีโครงการฯ
ชีวิตเรื่อยๆ
"คนใน"ออฟฟิสจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว
ลุ้นนานเหลือเกิน
เลยจะรวบรวมตังค์ให้"สาว"มาสู่ขอ
เฮ้อ~
หุหุหุ
สงสัย
อ.สถาพร จะเป็นเถ้าแก่
ตั๊ว รุ่นห้า
ทำสถาปนิกรุ่นใหญ่ระดับประเทศ"เสียว"มาแล้ว
เนื่องจากตั๊วเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่มอสารคาม
มี อ.ยอดเยี่ยม เทพทรานนท์เป็นอาจารย์พิเศษ
ซึ่ง อ.ตั๊วก็จะรับส่ง อ.ยอดเยี่ยม
ในเส้นทางมอสารคาม-สนามบินขอนแก่น
โดยใช้เวลาเพียงสี่สิบห้านาที
ด้วยพาหนะสี่ล้อน้อย
โอ้เปิ้ล
ขอซ่าส์
(ชื่อภาษาไทยของรถที่
อ.ตั้วใช้อยู่
ล่าสุดได้ข่าวว่า รถกำลังขึ้นอู่อยู่ไฟแล้วครับ)
ท้าดวล
บีเอ็มฯ
ซีรี่ย์เจ็ด
กาลครั้งหนึ่ง
เจ้าหน้าที่และอาจารย์ที่คณะ
ได้แวะไปพักที่บ้านพักฯของ
อ.สถาพร+อ.วาณี ที่ภูเรือ
และจะต้องอาบน้ำ
ซึ่งจะต้องเดินไปอาบน้ำอีกที่นึง
ก็ไปกันเป็นกลุ่ม
พี่วาสอาบก่อน
แล้วก็มีเสียงเคาะประตู
พี่วาสก็เออๆออๆ
ไม่พูดอะไร
และอาบน้ำต่อไป
.เสร็จแล้ว
ก็ออกมา
เจ้าหน้าที่ก็ทักว่า
แหม อารมณ์ดีจริงน่ะ ร้องเพลงเสียงดังเชียว
พี่วาสก็ว่า
ไม่ได้ร้อง
แล้วใครเคาะประตู
หุหุหุ
ทุกคนมองตากัน ไม่พูด และกลับบ้านพักในทันที
เวลาถัดมา
ไม่นงไม่นอนกันแล้ว
เฮฮากันอยู่รอบกองไฟ
อ.หมู
เคราแดง ณ สกลนคร
ผู้พูดภาษาอีสานบ่ได้เลย
เล่นกีตาร์ให้ฟัง และจิบเหล้าไปด้วย
และหลับไปอยู่ข้างกองไฟ
ดึกแล้ว
สมควรแก่การเข้าไปนอนในบ้านเสียที
ก็มีคนจะไปปลุก อ.หมู เข้าไปนอนในบ้าน
แล้วก็มีเสียงอึมๆ
ออกจากปาก อ.หมู เหมือนละเมอ
มีใครบางคนบอกพี่วาสว่า
เนี่ย ไปถามเบอร์หวยกะคนละเมอ
นี้แม่นน่ะ
พี่วาสก็เข้าไปสะกิด
ถามว่า หวยงวดนี้จะออกอะไร
แล้ว อ.หมู ก็ลืมตาโพลง
ไร้แววตา และตาแข็ง
ส่งเสียงอึมอัมเป็นภาษาอีสาน
ทุกคน เข้าไปอยู่ในบ้านกันหมด
ไม่มีใครกล้าปิดประตูบ้าน
และ
อ.หมูก็นอนตากน้ำค้างอยู่ที่สนามต่อไป
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านอย่างยิ่งยวด
เก็บในที่ลับห่างจากเด็ก
สตรีมีครรภ์ควรปรึกษาแพทย์
สตูฯถูกปิด
โดย อ.ฝ้าย
หลังจากร่ำๆจะปิดสตูฯมาหลายรอบแล้ว
คราก่อนได้ข่าวว่า
เพราะ
นักศึกษาเครียดจัด
แขกตึ้บ่อยๆ
ส้วมเต็ม
บ่อเกรอะบ่อซึมขนาดลานจอดรถหลังคณะฯรับไม่ไหว
ทำให้ดินใต้พื้นโลกไหล
อาคารสตูฯมีใจออกห่างสิม
ลดระยะทางระหว่างตึกสตูฯกับตึกเรียนคณะวิทยาการการจัดการ
เลยมีการเรียกรถมาดูดอึ
แล้วก็ได้พานพบถุงยางอนามัยจำนวนมากพอๆกับโรงแรมม่านรูด
(อืม
เขาอาจจะเอามาแจก
แล้วนักศึกษาไม่ได้ใช้
จนมันหมดอายุ
เลยเอาไปทิ้งส้วมก็ได้
กะว่ามันจะไม่อุจาดตาคนเก็บขยะ
หรือ
เราน่าจะดีใจ
ที่เด็กรู้จักการป้องกันจากการตั้งครรภ์ และ เอดส์)
เลยได้สงสัยเรื่อง"ความสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะสมระหว่างนักศึกษา
ชาย+หญิง
ชาย+ชาย
หญิง+หญิง"
(เจ้าของคำคม : อ.ประพันธ์พงศ์)
แอ่น แอ่น แอ๊น
สถานการณ์ก่อเกิดวีรบุรุณ
อ.กบใหญ่
(เจ้าของคำคม
"แบบ(ร่าง)เหมือนหนังโป๊"
) แอ่นขนอกรับไป
ก่อเกิด
โครงการ
สตูฯสีขาว
แล้ว
แต่ละชั้นปี
ก็พากันแต่งสตูฯให้น่าอยู่
มีมุมรับแขก-พักผ่อน
น่าอยู่ยิ่งนัก
แต่แล้ว
มันก็เปื้อนดำกระด่างไปเสียเมื่อไหร่ก็ไม่มีใครทันรู้ตัว
กลับสู่วิถีปฏิบัติตามชีวิตเด็กสตูฯ
ต่อไป
หุหุหุ
แล้ววันหนึ่ง
มหาเทพฯ ฮั้ว รุ่นเจ็ด
ก็มาเยือนสตูฯ
ก็เคยมาหลายรอบแล้ว
แต่ครานี้พิเศษด้วยวาจาแห่งมหาเทพฯ
"กินเหล้ากันดีกว่า"
มีหรือสิดน้องจะกล้าขัดขืน
แล้วน้องนักศึกษา
ปีที่ห้า
และปีที่หนึ่ง(เอง)
ในอาคารสตูฯหลังใหม่
ก็พากันไปกินเหล้าที่ระเบียงเปิดฟ้าชั้นสามของตึกเล็คเชอร์
อันว่าเหล้า
กินแล้วก็เมา แล้วมันก็มันส์
และเป็นเรื่อง
เริ่มด้วยการโยนขวดเปล่าลงพื้นชั้นล่าง
พอขวดแตก
ก็หัวเราะ
555
แล้วก็มหาเทพฯ ก็เริ่มลิ้มลองชีวิตนักผจญเพลิง
ฉีดน้ำยาดับเพลิง
ปิ๊ดๆ
(ปริมาณที่ฉีด.)
แล้วก็
หัวเราะ
555
แล้วน้องนักศึกษา
ก็ฉีด
ปิ๊ดๆ
แล้วก็
หัวเราะ
555
แล้วก็พอใจ
แล้วก็มันส์
แล้วก็ฉีดใส่โมเดลทีสิสที่วางอยู่แถวนั้น
ฟู๊ม
(ปริมาณที่ฉีด)
โมเดลสีขาว
และน้ำยาฯนองพื้น
มหาเทพฯฉุกคิดได้
ร่ายเวทย์เสกไม้กวาดมาอยู่ในมือ
ปัดถูพื้นเป็นที่เรียบร้อย
เช้าแล้ว
พื้นสะอาด แต่โมเดลทีสิส
ก็ยังนองไปด้วยน้ำยาดับเพลิง
มันก็เลยเป็นเรื่อง
55555
มหาเทพฯกลับสู่นครสวรรค์เป็นที่เรียบร้อย
บ่รับรู้ผลกรรมใดๆ
555555555555555
แด่น แด้น
ต่อมา
อ.ฝ้าย
สั่งปิดสตูฯ
แล้วแกก็ไปสวดมนต์อยู่ที่นครสวรรค์เหมือนกัน
555555555555555555555555
ความฝัน
คุณดำ เป็นนักศึกษาชาย รูปชั่ว ตัวดำ กำลังศึกษาอยู่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยขอนแก่น ชั้นปีที่ 5
ได้มาเล่าความฝันให้พี่ๆฟังที่ร้านกาแฟ
ความว่า
ฝันเห็นงูเลื้อยเข้าชายเสื้อด้านหลัง
แล้วโผล่หัวออกมาที่คอเสื้อ และฉกกันที่แขนซ้าย
ทุกคนทำนายตรงกันว่า
จะได้พบเนื้อคู่
มีสัมพันธ์ใกล้ชิด แนบแน่น และเป็นผู้มีจู๋
เหมือนกัน
เช้าวันถัดมา
ที่ทาวน์เฮาส์
อันเป็นแหล่งพำนักของชายหนุ่มโสด สามหนุ่ม สามซอก
หมู รุ่น 6 + บอย และ อ้าย รุ่น
7
ทั้งสามผู้มุ่งมั่นในวิชาชีพ
โมเดลเต็มห้อง กระดาษเต็มบ้าน และละลานไปด้วยเครื่องมือเขียนแบบทำโมเดล
บอยผู้พิสมัยในการนอนโถงกลางบ้าน
ตื่นขึ้นมา
หยิบนาฬิกาข้างซ้ายขึ้นมาดู
และได้ยินเสียงกระดาษเสียดสีที่ด้านขวา จึงหันกลับไปมอง
งูเห่ากำลังแผ่แม่เบี้ย
ห่างไปไม่ถึงเมตร
ควับ
สองมือบอยก็ชี้ไปที่งูที่ยาวประมาณเมตรนึง ปากก็ร่ำร้องเรียกพี่หมู
อยู่หน้าประตูห้อง
ไล่งูยังไงมันก็ไม่ไป
และมันก็สู้
เฝ้าอยู่ที่ประตูใหญ่ในบ้าน
(จากการสอบถามในภายหลัง
ว่าอาศัยวิธีการใด
จึงสามารถปรับท่าร่างจากนอนในผ้าห่ม
มาอยู่ในท่ายืนชี้ห่างออกไปสามเมตรได้
คำตอบ
คือ
ไม่รู้เหมือนกัน
55555
)
สายแล้ว อ้ายเป็นตัวแทนของบ้านจะไปทำงานที่คณะฯ
ปีนออกรั้วหลังบ้าน
(เข้าไปในบ้านที่ก่อเกิดเสียงสวาท
อ่านฉบับที่
9)
เดินอ้อมโลกมาเอารถหน้าบ้าน
เที่ยง
ชาติ รุ่นเจ็ด
เดินทางมาจากคณะฯ
ปากก็ร่ำร้อง
ไหน
ผัดกระเพรางูสิงห์
แล้วสายตาก็สาดส่องมองหา
แล้วก็สะดุ้งตกใจ เอ่ยปากออกมา
.เฮ้ย
งูมีพิษนี่หว่า กัดตายน่ะโว้ย
การไล่งูเริ่มได้ผลคืบหน้า
งูออกจากบ้าน และข้ามรั้วเตึ้ยๆไปสู่สวนเฟิร์นที่จัดอย่างดีของบ้านติดกัน
หุหุหุ
ทุกคนไม่ยอมลดล่ะ
ด้วยเกรงอันตรายจะเกิดแก่เพื่อนบ้าน
ชาติเอาสายยางฉีดน้ำไปยืนฉีดไล่งูที่ซ่อนอยู่ในสวนเฟิร์นที่ริมรั้ว
แล้วงูมันก็ออกมา
คือ
มันชูคอสู้ขึ้นมาเหนือรั้วตรงที่ชาติยืนนั้นแหละ
วงก็แตกอีกรอบ
สุดท้าย งูก็เลื้อยไปป่าตรงข้ามกับแถวทาวน์เฮาส์
เอาหล่ะ
หมูกะบอยคิด
คงต้องจัดบ้านกันเสียที
จัดบ้าน
สถาปนิกจัดบ้านแบบมี concept
concept
แรง
"งู"
ทุกสิ่งในบ้านอยู่เหนือพื้นหมด
ยกอาคารจำลองทั้งหลายไปวางไว้ชายป่า
เพื่องูมันไม่อยากอยู่ในป่า
มันจะได้ไม่ต้องมาเข้าทาวน์เฮ้าส์
คุณซุปรุ่นหกฟังมาตลอด
เอื้อนเอ่ยปากว่า
น่าจะโรยปูนขาวไว้ตรงถนนทางเข้าบ้าน
หุหุหุ
(
ครานึง
ผมเล่าไปว่า
หนูมันมาทำรังรักอยู่เหนือฝ้าเพดานห้องผม
แกก็บอกว่า
ให้เอาลูกเหม็นไปวางไว้เหนือฝ้า
หนูจะได้ไม่มากวน
สาธุ
สาธุ สาธุ
ยังมีลูกเหม็นเหลืออีกถุง
ใครสนใจบ้างครับ
)
พรุ่งนี้ว่าจะจัดสวน
คุณบอยบอก
งูกลัวปูนขาว
55555
ญี่ปุ่นมีสวนหิน
เราจะมีสวนปูน
ค่ำแล้ว
เวลากาแฟ
ครบรอบมาบรรจบ
คุณดำ เดินมา
บอกว่า
ฝันเห็นแม่นาค
ทุกคนลุกขึ้นยืน
จ่ายตังค์
E V E N T
สิดเก่าสอถอมอขอ
รุ่นที่แปด
จะรับพระราชทานปริญญาบัตร ในวันที่
5 มกราคม 2544 นี้น่ะครับ
ชาตินึงมีครั้งเดียวเท่านั้น
โอ้ว์ ลั่ล ล๊า
แล้วเวลาก็เวียนมาบรรจบ
ครบรอบการทำงาน
ของท่านประธานฯ
และก็จะวางใจ
ไปเลี้ยงลูกได้
ถ้าได้ประธานฯ
ชมรมคนต่อไป
เชิญท่านผู้มีใจ
ร่วมเสนอเข้าอาสา
กระทำการประธานฯชมรม
คนต่อไป
นับแต่บัดนี้
เทอญ
สาธุ
ประธานชมรมฯ๒๕๔๔(คนใหม่)
ข้อความ : *ฝากสมาชิกที่สนใจเสนอทีมงานเพื่อสานต่อและพัฒนาชมรมฯด้วย
เทอญ ภายในกพ.นะคะ
ส่วนการเลือกตั้ง(หรือแต่งตั้ง!)ภายในเมษา
*เท่าที่อ่านข่าวในเว็บก็เห็นแววหลายคน หวังว่าคงมีเพื่อนๆและน้องๆสน (ทำแล้วจะเข้าใจกรรมการชมรม!!)
จาก : ลักษณ์๑ - Email: ssaengxuto@hotmail.com - 27/11/2000 12
รายงานการประชุมครั้งที่ 5 / 30 กันยายน 2543
วาระที่ 1 แจ้งเพื่อทราบ
เรื่องที่ 1 : สรุปผลการจัดงานเกษียณอายุราชการของป๋า
เรื่องที่ 2 : การจัดทำจุลสาร
เรื่องที่ 3 : การติวน้อง
วาระที่ 2 เรื่องสืบเนื่อง
เรื่องที่ 1 : การหารายได้ของชมรมศิษย์เก่า
นอกจากนี้ยังสามารถหารายได้เพิ่มได้จาก
- จัดงานออกร้านในช่วงที่ มข.มีกิจกรรม เช่น รับน้องใหม่
- ขอความร่วมมือจากสมาคมสถาปนิกสยาม หรือ มข.
- จัดทำจุลสารอย่างดีแล้วขอสปอนเซอร์
ทั้งนี้ ควรมีการศึกษาปฏิทินกิจกรรมของ มข. เพื่อจัดทำปฏิทินกิจกรรมของชมรมให้สอดคล้องในเรื่องของกิจกรรมหารายได้
และกิจกรรมอื่นๆ ของชมรมฯ โดยให้ทิพย์ รุ่น 6 เป็นผู้ศึกษาปฏิทินกิจกรรมประจำปีของ
มข. และให้ ยะ รุ่น 2 เป็นผู้วางโครงการหารายได้ในปฏิทินกิจกรรมประจำปีของชมรมฯ
วาระที่ 3 ปัญหาและอุปสรรค
วาระที่ 4 เรื่องอื่นๆ
เรื่องที่ 1 : การดำเนินกิจกรรมของชมรม
เรื่องที่ 2 : การจัดประกวดแบบ
สรุปการประชุม
- พี่ม่อ จัดทำจุลสารฉบับบางๆ อีก 2 ฉบับ ส่งให้ศิษย์เก่าทุกคน
1 เดือนต่อฉบับ
- พี่หน่อย พี่ม่อ พี่ลักษณ์ พี่ยะ พี่ขิง ร่างกรอบใหม่ของชมรมฯ
- พี่ยะ วางโครงการกิจกรรมหารายได้ของชมรมฯ และเรื่องประกวดแบบ
- พี่ลักษณ์จัดส่งสำเนาเอกสารของชมรมว่าด้วยกิจกรรมต่างๆ ให้พี่ยะ
- ทิพย์ศึกษาปฏิทินกิจกรรมประจำปีของ มข. และจัดทำปฏิทินกิจกรรมประจำปีของชมรม
โดยประสารงานกับพี่ยะ
บนถนนสายเก่า
โดย
นายพุ่ม
ไปทางทิศตะวันตกดังกล่าว และมีภูเขาเป็นจุดปลายสายตา มันไผลไปสะกิดความทรงจำเมื่อสมัยสองปีก่อนที่เชียงใหม่
ก่อนจะมาทำงานที่นี่
ที่เชียงใหม่ มุมมองคล้ายกับนี้ เป็นมุมถนนสายเชียงใหม่
ดอยสะเก็ต จุดมองเป็นร้านอาหารเล็ก ๆ ร้านหนึ่งชื่อร้าน กองหน้อย
มองจากหน้าร้านที่อยู่เขตอำเภอสันทรายไปทางเชียงใหม่
จะเห็นถนนวิ่งตรงไปหาดอยสุเทพที่ยืนสง่าอยู่ทางทิศตะวันตก
ลิบตา
บ่อยครั้งยามเย็น
ท้องฟ้าเป็นสีชมพูแดง ผสมม่วง พวกเราเหล่าพนักงาน และอาสาสมัครขององค์กรพัฒนาเอกชน
(NGO) องค์กรหนึ่งที่ทำด้านเกี่ยวกับการพัฒนาการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขา
เนื่องจาก NGO ทำงานกันไม่เป็นเวล่ำเวลา เดี๋ยวขึ้นดอยโน่น ลงดอยนี้ เวลากินข้าวอาจค่ำมืดบ้าง
และร้านกองหน้อย ก็เป็นร้านที่เปิดถึงเที่ยงคืน ตีหนึ่ง จึงได้พวกเราเป็นลูกค้าบ่อย
ๆ
หญิงสาวหน้าตาน่ารักพอสมควร ผิวขาว ตากลมโตพอประมาณ ยกจานอาหารมาวางบนโต๊ะไม้
พร้อมกับยิ้มเล็ก ๆ ก่อนเดินจากไป
เรามารู้ทีหลังว่า เธอชื่อ อ้อย เป็นเด็กเสิร์ฟคนใหม่
ของร้านนี้
บางคนในกลุ่มเรา โดยเฉพาะนักศึกษาชาวเขาบางคนแอบจีบ แอบคุยกับเธอประจำ
และอีกคนที่มาพร้อมกันที่เราเพิ่งเคยเห็น เธอชื่อ น้อย
น้อยจะอายุมากกว่าอ้อย
ที่ยังเด็ก เปรี้ยว ซน อายุอ้อยนั้นประมาณ 17-18 ปี ยังสนุกสนานแบบเด็ก ๆ คุยกันเองกับทุกคน
แต่สำหรับน้อยนั้น อยู่หลังร้าน ทำอาหารในครัว นาน ๆ จะมาช่วยเสิร์ฟหน้าร้านที
แต่ก็ยังคงบุคลิกที่ไม่ค่อยพูด ได้แต่ยิ้มแบบใส ๆ
หลายเดือนผ่านไป ด้วยความที่พวกเราไปกินที่ร้านบ่อยๆ
พลอยทำให้สนิทสนมกับอ้อยและน้อยมากขึ้น เรากล้าถาม เธอก็กล้าตอบเรามาขึ้น จนหลายครั้งที่เธอหยุดทำงานวันอาทิตย์วันเดียวในหนึ่งสัปดาห์ของการทำงาน
เธอก็จะไปนั่งเล่นนั่งคุยกับอาสาสมัคร พนักงาน หรือนักศึกษาชาวเขาเผ่าต่าง
ๆ ที่ได้ทุนมาเรียนที่เชียงใหม่ - เธอเคยบอกว่า ไปในเวียง บ่อยไม่ได้ เสียตังค์มาก
คงไม่ต้องบอกว่า เด็กเสิร์ฟ (รวมทั้งล้างจาน) และคนทำอาหารอย่างเธอนั้นไม่ได้ค่าจ้างมากมายอะไร
คุยกันบ่อยครั้งขึ้น และจากการบอกของเพื่อนหรือน้องบางคน ก็ได้ความว่า อ้อยนั้นเป็นไทยใหญ่
มาจากพม่า โดยในครั้งแรกเธอบอกเราว่า เธอมาจากแม่ฮ่องสอน เธอโกหกเพื่ออะไร ผมคิดเองว่าเพราะเธออาจจะเป็นแรงงานพม่าที่ผิดกฎหมาย
เลยไม่กล้าที่จะบอกความจริง
ส่วนน้อยนั้นต่อจากนี่ผมจะขอเรียกเธอว่า สาบริตรี
เธอมาจากพม่าเช่นกัน แต่เป็นเชื้อสายเนปาล หน้าตาเธอเลยดูคมเข้มกว่าอ้อย แต่ก็ไม่คล้ำเหมือนแขกทั่วไป
ทั้งสองต้องมีชื่อไทยเอาไว้เพื่อความปลอดภัยของเธอเอง แต่เรื่องภาษานั้น เธอทั้งสองเคยทำงานที่จังหวัดอื่นมาก่อน
อ้อยเคยทำงานที่แม่ฮ่องสอน ส่วนสาบริตรี (หรือน้อย) เคยทำงานที่จังหวัดตาก ภาษาไทย
ผมหมายถึงภาษาพูดทั้งสองจึงค่อนข้างดี แต่อ้อยจะพูดดีกว่า อาจเป็นเพราะอ้อยเป็นไทยใหญ่
ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมวัฒนธรรมของไทยเรา (อาณาจักรอ้ายลาวแตกเป็นไทยใหญ่ ไทยน้อย
สมัยเจงกิสข่านขยายอาณาจักร) จึงพูดไทยตลอดจนบุคลิกเข้ากับพวกเราได้ดีกว่า
เป็นที่รู้จักกันดีว่ารัฐบาลพม่า
เป็นเผด็จการทหารนั้นเป็นเรื่องส่วนตัวของประเทศเขา ผมไม่ขอวิจารณ์ อุดมการณ์ของแต่ละคน
ประเทศ แต่มันก็มีผลกระทบกับประเทศไทยเราด้วย
พม่ามีชนกลุ่มน้อยอยู่มากมายหลายสิบเผ่า
แต่ชนเผ่าที่มากที่สุด สิบกว่าล้านคนเป็นไทยใหญ่อาศัยอยู่ทางทิศตะวันออกของพม่า
เรียกแถบนั้นว่า รัฐฉาน หรือ shan state
กะเหรี่ยง มูเซอ มอญ ปะโย คะฉิ่น
และอีกมากมาย ชนเหล่านี้ไม่มีสิทธิเท่าเทียม คนเชื้อสายพม่า
ยังไม่พอ รัฐบาลพม่าพยายามทำทุกวิถีทางที่เป็นไม้แข็งจัดการกับชนกลุ่มน้อยเหล่านั้น
พยายามจะทำให้ทั่วประเทศมีวัฒนธรรมและเชื้อชาติเดียว แต่กาลเวลาก็พิสูจน์แล้วว่าทำไม่ได้
ธรรมชาติสร้างมาให้มีความหลากหลาย
![]()
ผมเคยถามสาบริตรีว่า มีครอบครัวหรือยัง เพราะตอนนั้นเธอก็อายุยี่สิบสามปีแล้ว
(เธอบอก)
เธอกล้าตอบเพราะตอนนั้นเราก็สนิทกันมากพอที่จะถามเรื่องส่วนตัวกันได้บ้าง
เธอตอบว่า มีสามีแล้วและมีลูกด้วยกันคนหนึ่ง
ตอนนี้ไม่ได้เห็นหน้าลูกเกือบสองปีแล้ว
ลูกก็ยังเล็กอยู่ แล้วยังงี้ไม่คิดถึงแฟนกับลูกแย่เหรอ ผมเซ้าซี้ถามต่อ คำพูดเพียงไม่กี่คำของผมโดยไม่ตั้งใจ
อาจจะหมายถึงหอกแหลมทิ่งแทงกลางใจเธอก็ได้ ผมสังเกตเห็นสายตาที่ปรกติก็แสนจะเศร้าคู่นั้นเสมองลงต่ำ
เธอผู้มีดวงตาแสนอ่อนไหว ผมคิดว่าหลังดวงตาคู่นั้นคงมีเรื่องราวอะไรมากมายซ่อนอยู่
เธอตอบว่า คิดถึงลูก
แต่ไม่คิดถึงแฟน ผมอยากจะถามต่อว่า ทำไมหล่ะ ? หรืออะไรต่อมิอะไร
ทำไมไม่คิดถึง หรือว่าสามีเธอเป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุที่เหวี่ยงชะตาชีวิตของเธอให้มาร่อนแรมยังต่างบ้านต่างเมือง
ได้แต่สันนิษฐาน ไม่กล้าถาม ภาษากายของเธอมันบอกว่าเธอไม่อยากคุยเรื่องสามีเธออีก
สาบริตรี บอกว่า เธอคิดถึงบ้าน คิดถึงพ่อแม่ พี่น้อง แต่ก็กลับไม่ได้
เธอยังกลับไม่ได้ตราบใดที่เธอยังไม่มีอะไรกลับบ้าน
บางครั้งเราคุยกัน นานกว่าเวลากินข้าวเสียอีก
บรรยากาศในร้านก็ยิ่งดูอึมครึม
พื้นเป็นดินที่โดนย่ำนานจนตันแข็ง โต๊ะ เก้าอี้ไม้ หลังคาหญ้าคา แถมตกแต่งเล็ก
ๆ น้อย ๆ ออกไปทางพื้นบ้าน บวกกับแสงสลัวจากไฟในร้าน บรรยากาศแบบทนี้ยิ่งทำให้รู้สึกอ้างว้าง
ว้าเหว่ โดดเดี่ยวมากขึ้น
สาบริตรี จะสนิทกับกลุ่มเรามากเพราะเรามาตอนเย็นหรือหัวค่ำ
ซึ่งคนก็ไม่ค่อยมาก เธอก็ยังพอมีเวลาว่างมาคุยกับเราด้วยภาษาไทยที่ไม่ค่อยชัด
มีอยู่ครั้งหนึ่ง มีอาสาสมัครชาวอังกฤษผู้หนึ่งซึ่งมาอยู่แค่สองเดือน ชื่อ แคโรไลน์
แคโรไลน์ เคยไปเที่ยวอินเดีย และเนปาลก่อนมาเมืองไทย เธอจึงพอพูดภาษาเนปาลได้บางคำ
.วันนั้นเรารวมทั้ง
แคโรไลน์ได้มากินที่ร้าน ผมบอกแคโรไลน์ว่า สาบริตรีเป็นพม่า เชื้อสายเนปาล...เธอเลยทักทายสาบริตรีเป็นภาษาเนปาล
และสาบริตรีก็ทักทายตอบ แล้วทั้งสองก็คุยกัน พูดถึงวัฒนธรรม ภาษา และอะไรต่อมิอะไรกันพอสมควร
เป็นภาษาเนปาลบ้าง ภาษาอังกฤษบ้าง (ที่สาบริตรี พูดได้พอสมควร) ภาษามือบ้าง การสนทนา
แค่ชั่วครู่อาจมีประโยชน์ล้นเหลือ แคโรไลน์ก็มีสีหน้าเปี่ยมสุข เมื่อได้นึกถึงสิ่งดีงามสวย
ๆ งาม ๆ ที่เธอเคยไปเที่ยวมา ส่วนสาบริตรีนั้นสุขกว่า แววตามีชีวิตชีวา เหมือนกับว่าการสนทนานั้นเป็นนกที่พาเธอกลับบ้านเก่าได้เจอสิ่งแวดล้อมเก่า
ๆ ที่มีความสุขแม้จะเป็นแค่ไม่กี่นาทีก็ตาม
บางทีภาษาและวัฒนธรรมก็มีประโยชน์ที่เชื่อมสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้หญิงสองคน
คนหนึ่งอังกฤษ อีกคนหนึ่งเป็นเนปาล สัญชาติพม่า คุยเกี่ยวกับวัฒนธรรมเนปาล
หลายเดือนผ่านไป
ถนนสายเชียงใหม่ ดอยสะเก็ต ก็ยังคงทอดไปทางทิศตะวันตก สุดสายตาที่ดอยสุเทพเหมือนเดิม
ถนนยังคงสายเดิม มีเพียงแต่ผู้คนที่สัญจรเท่านั้นที่เปลี่ยนไป เปลี่ยนหน้า บางครั้งอาจจะเห็นกันแค่ครั้งเดียวไม่กี่นาทีที่ได้รู้จักกัน
ทักทายกัน บนถนนเส้นนี้แล้วที่เหลืออีกหลายสิบปีของชีวิตก็ต่างคนต่างไปตามทางแยก
ตามจุดหมายที่ต่างกัน จะลืมจะจำสุดแล้วแต่ความประทับใจในขณะที่ได้ทักทายปราศรัยกัน
ชีวิตคนเราก็คงไม่ต่างกันนักกับถนน
นานแล้วที่ผมไม่ได้ไปกินข้าวที่ร้านกองหน้อย
ลงจากดอยคราวนี้ไม่เห็นทั้งอ้อยและสาบริตรี โต๊ะเก้าอี้ในร้านยังคงร้างคนเหมือนเดิม
คนไม่ค่อยเต็มร้านเหมือนเดิม เพราะเป็นแค่ชานอำเภอสันทราย ผมมอบงหาทั้งสองจนนานครู่ใหญ่
ๆ หลังจากทานอาหารเสร็จแล้ว จึงเอ่ยถาม
กับเด็กที่ร้านอีกคนว่า อ้อย กับสาบริตรีไปไหนเหรอ
ก็ได้รับคำตอบว่า ทั้งสองย้ายไปทำงานที่อื่นแล้ว ..อ้อยสาวไทยใหญ่ได้งานทำที่ร้านเสริมสวยในเวียง
ส่วนสาบริตรีมีหนุ่มวัยกลางคนคนหนึ่งที่เป็นขาประจำร้านได้มาขอเป็นภรรยาและได้รับไปอยู่ด้วยกันที่ต่างอำเภอ
ภาพที่สาบริตรีกับอ้อยมานั่งเล่นที่สำนักงานของเราในวันอาทิตย์เพื่อมาหาเพื่อนคุยในวันหยุดเพียงวันเดียวของเธอ
ไม่มีอีกแล้วเธอไม่อยู่ที่นี่แล้ว
ผมยอมรับว่าแม้จะได้รู้จักกันแค่ไม่กี่เดือน
แต่ความผูกพันธ์และมิตรภาพที่ดีที่สองคน โดยเฉพาะสาบริตรี มีต่อผมนั้น ทำผมใจหายเหมือนกัน
เมื่อรู้ว่าเธอไปได้งานที่อื่น อย่างน้อยก็ดีใจเมื่อรู้ว่าเธอไปดี
และผมจะเสียใจมากเมื่อมันเป็นไปในทางตรงกันข้าม
สุดท้ายชีวิตก็ต้องเดินทางต่อไปและต่อไป
. ใครบางคนในอดีต เคยกล่าวไว้ว่า ชีวิตคน
ๆ หนึ่งก็เหมือนนิยายเล่มหนึ่ง ที่สามารถให้ข้อคิด สอนใจ ให้กำลังใจ เปิดโลกทรรศน์เราให้กว้างจรรโลงใจเราให้สูงขึ้นได้
สำหรับนิยายชีวิตของสาบริตรีและอ้อยนั้น
ทุกครั้งที่ผมท้อแท้ อ่อนแอ หมดแรง หรือเบื่อหน่ายต่ออุปสรรคของชีวิต
นิยายชีวิตเรื่องนี้ทำให้ผมมีกำลังใจในการสู้
เดินต่อไป ยกมือปาดเหงื่อแล้วเดินต่อไป
ความเข้มแข็งสู้ชีวิตของเธอได้เพาะเมล็ดในใจผมแล้ว
นับจากวันนั้น
และถึงแม้นิยายเล่มใด แทบจะหาสาระแก่นสารไม่ได้เลย แต่ถ้าเสี้ยวหนึ่งของมันได้ทำให้คุณเห็นความยากลำบากที่เกิดจากชะตาชีวิต
และสภาพแวดล้อมทางสังคมของเพื่อนร่วมโลก คุณเกิดความเห็นอกเห็นใจ มีความคิดที่จะเอื้ออาทร
หรือจุนเจือเมื่อมีโอกาส
แค่นี้ก็คงเพียงพอแล้วมิใช่หรือ
เพราะสิ่งเหล่านี้เองที่เป็นพื้นฐานของความสงบสุข
และสันติภาพของโลกใบน้อย ๆ ของเราใบนี้
หัวข้อ : Web ArchKKU จะต้องเปิดกว้างแล้ว?
ข้อความ : แรกๆเห็นด้วยกะปรางค์กะทิพย์แล้ว แต่กลับไปนอนคิด นั่งคิด
อึก็คิด คิดไปคิดมาก็เห็นว่า web ต้องเลี้ยงตัวเองได้เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ
และให้คนทำ web มีกำลังใจ แต่ก่อนอื่นจะบอกว่าเปิดก็เปิดไม่หมด เปิดแบบ ว๊อบๆแวมๆไง
ก็คือแบ่งส่วนสาธารณะกับกึ่งสาธารณะ ซึ่งส่วนกึ่งสาธารณะก็จะเป็นส่วนที่เป็นภายในชมรมเราเองคนที่จะเข้าได้จะต้องเป็นสมาชิกคือต้องจ่ายเงิน
ค่าสมาชิกซะก่อนจึงจะได้รหัสเข้าไป ก็ยังคงรักษาความเป็นส่วนตัวได้ ส่วนสาธารณะก็จะเปิดให้คนนอก
เข้ามาใช้บริการได้ด้วยเช่น คุยกะสถาปนิก ตอบปัญหาบ้าน ก็จะทำให้คนมาใช้บริการได้กว้างขึ้นและ
สามารถ link กะคนอื่นได้ด้วย เวลาไปขอสปอนเซอร์ก็ดูดีกว่าเยอะ ไม่ใช่เขาโฆษณาในวงแคบๆแค่
100-200 คนอย่างตอนนี้ เราก็หาโฆษณาเช่น ปูนใหญ่จากมี๋ กะเจษก็ได้ ดีไหมเจ้าน้องเอ๋
จาก : ปิยะ - Email: Piyaviravai@chaiyo.com - 09/10/2000 14:27 ข้อความ : น่าสนใจอย่างยิ่งครับ
พี่ปิยะ ตอนนี้กำลังวางแผนโดยมีพี่โจ้6เป็นหลัก และ น่าจะมีการจัดประชุม แนวทางในการทำเวบชมรมอย่างเป็นทางการครับ
จาก : A+8 - 09/10/2000 16:32 ข้อความ : Agree with open to public in order to
get sponsors for advertisement. Not agree with the private section--"Pay" before
"play" Now there are only few people access Alumni web...I think we encourage
people to "GET Alumni INFORMATION" from the web....not force them to pay. Otherwise..people
will leave from the webpage....may be including myself. Having internet is to
get freedom to choose, to express opinions freely....why do we need to lock
it up?????? On second thoughts, today (like what we are doing) is also the "open"
system, doesn't it? Anyone can access our webpage. Just need to Pra-Cha-Sam-Pan
(announce) more. Last thought, I don't think it is necessary to have "private"
section for the web. Seems like XXX websites...pay and play จาก : tommy - 09/10/2000
22:21 ข้อความ : 555555 พี่ทอมมี่ว่าตลกจังเลย ก็ดีครับ ผม เป็นข้อเสนอของผมเองที่ว่าไปชอบไม่ชอบอย่าไรก็ออก
ความเห็นกันนะครับอย่าเฉยเลย คนทำเวปจะได้มีแนวทางกำลังใจ แต่อย่างนี้ดีไหม แรกๆก็ฟรี
ต่อไปจะเก็บเงินในส่วน Private หรือไม่ก็ว่ากันอีกที สมาชิกที่จ่ายตังค์จะได้มีอะไรพิเศษกว่าคนไม่ยอมจ่ายตังค์
ส่วนเรื่องประกาศทั่วไปที่ไม่เป็นความลับก็น่าจะอยู่ในส่วน Public ได้นะครับ จาก
: Piya - 10/10/2000 16:00 ข้อความ : ถ้าจะจ่ายตังค์จริงๆ ต้องมีอะไรดึงดูดใจมากๆๆๆๆ
เลยนะ ไม่ง่ายนา จาก : หนุ่ย - 10/10/2000 21:06 ข้อความ : เห็นด้วยกับลุงหนุ่ยค่ะ
"ไม่ง่ายนา" เคยฟังเจ้าของweb site : pantip เล่าว่ากว่าจะเป็นที่รู้จักมีsponser
มาsupport ใช้เวลากว่า 2 ปี ควักเนื้อควักใส้ตัวเองไม่รู้เท่าไหร่ ฟังแล้วสยองมาก
แต่ไม่ใช่จะไม่สนับสนุนนะค่ะ อยากให้อยู่ในความไม่ประมาทมีอะไรก็ช่วยเต็มที่ค่ะ
จาก : พร555 - 11/10/2000 00:53 ข้อความ : idea ผมเกี่ยวกับ web เรา นะครับ 1.ต่อไปจะไปสัมภาษณ์บุคคลในวงการ
เจ้าของที่ผมพอรู้จักบ้างตอนอยู่สมาคมฯ มาลง ในเว็บเรา 2. จะทำหน้าแนะนำศิษย์เก่า
มีรูปมาลงและคำแซวตลกๆ อาทิตย์ละคน 3. จะทำหน้า update ข่าวขึ้นหน้าแรก ให้แก่อาสาสมัครจากทุกที่สามารถ
update รูปและข่าวขึ้นหน้าแรก ได้ด้วยตัวเอง 4. จะทำเว็บบอร์ดให้สมบูรณ์ (ถ้ามีเวลา)
ให้ใส่รูปภาพเองได้ ทั้งหมดจะต้องทำให้เสร็จภายในสิ้นปีนี้ และทั้งหมดนี้จะสำเร็จได้ก็ต้องขอความร่วมมือจากทุกท่านละครับ
สำหรับเรื่อง sponsor คงเป็นปีหน้าที่จะเริ่มคิดวางแผนดำเนินการ ตอนนี้คนที่ทำ
เว็บนี้ ก็มี ผม เป็น webmaster เอ๋ AR 8 เป็น co-webmaster ก้อง AR 7 คอยดูเว็บบอร์ด
น้าม่อ ส่งเนื้อหาเกี่ยวกับจุลสารมาให้ ที่ขาดอยู่คือ content หรือเนื้อหาที่จะเอามา
update ทุกอาทิตย์ จะเป็นเรื่องอะไรก็ได้ครับตลกๆ ยิ่งดี ส่งมาที่ pojchara@samarts.com
ได้เลยครับ จาก : JoJo - Email: pojchara@samats.com - ICQ 43966457 - 11/10/2000
10:48 ข้อความ : ขอเสนอว่าน่าจะมีตลาด ซื้อขาย แลกเปลื่ยนของเก่า,ของใหม่,ของรัก,ของหวง
น่าจะเป็นประโยชน์เพราะบางคนอาจมีของที่ไม่จำเป็นต้องใช้เก็บไว้ก็รกอยากยกให้คนอื่นเพื่อความสบายใจเป็นต้น
จาก : พร555 - 11/10/2000 15:38 ข้อความ : แค่ตามมานอกเรื่องอ่ะจ้ะ เหอๆๆ จาก :
ปราง - 11/10/2000 22:17 ข้อความ : I like JoJo and Porn555 ideas. Very possible.
But I prefer to "แลกเปลื่ยนของ" rather than "ซื้อขาย" จาก : tommy - 12/10/2000
00:04 ข้อความ : idea พี่พร โดน เหมือนกันนะเนี่ย Trade Market, Archkku Xchange,
...etc. อืม... ตกลงผมจะเพิ่มเข้าไปอีกข้อละกัน idea น่าสนใจมากครับ ขอบคุณครับ
จาก : JoJo - 13/10/2000 09:39 ข้อความ : บังเอิญได้เข้าไปดูที่ http://www.11net.com
ผมว่ามันค่อนข้างถูก(ราคา) แต่ไม่รู้จะถูกใจหรือเปล่า PLAN 1 $6.99/month www.yourdomain.com
60 Mb of web space "Catch-all" e-mail forwarding + 3 more e-mail redirect accounts
"Catch-all" e-mail forwarding Your own CGI-BIN Microsoft FrontPage 2000 24 hr
FTP access FREE 1 Gb/mo data transfer FREE counter and form-by-mail PLAN 2 $14.99/month
www.yourdomain.com 100 Mb of web space "Catch-all" e-mail forwarding + 10 more
e-mail redirect accounts Your own CGI-BIN Microsoft FrontPage 2000 24 hr FTP
access Secure server SSL FREE 3 Gb/mo data transfer FREE counter and form-by-mail
รายละเอียดพี่โจ้ก็ลองไปอ่านเอาในเวบนะครับ อ้าย จาก : aye7 - 14/10/2000 16:49
ข้อความ : I like it! Thanks you all to make this community better and better.
Is it possible that we use KKU domain (for free)? Because I think, it is part
of ARCH KKU activity. Can anyone find out this information? What do you think?
Like it or not? Is it better or necessary if we find our own place? จาก : tommy
- 14/10/2000 22:00 ข้อความ : This is a good idea. But KKU's IT backbone is too
slow. If we put our web on it, you will never see the entire page by the end
of your life. จาก : JoJo - 18/10/2000 09:13 ข้อความ : เสนอวิธีแก้.. 1. เก็บไฟล์เอกสารขนาดเล็กไว้ที่
KKU แล้วเก็บไฟล์ภาพหรือไฟล์ใหญ่ไว้ที่อื่นที่ให้เนื้อที่ฟรี (จะมีปัญหาเมื่อ server
ล่ม, ผู้ให้บริการเจ๊ง, ผิดระเบียบและมารยาทในการใช้ของฟรี, ฯ ต้องมานั่งแก้กันหมด
[แต่ก็ยังมีวิธีแก้เรื่องนี้ทางโปรแกรมมิ่งอยู่ดีแหละ โดยทำเป็น prototype เพื่อการอ้างถึง
นั่นคือแก้ที่เดียวแล้วเปลี่ยนแปลงได้ทั้งหมด]) หรือไม่ก็... 2. เช่าเฉพาะชื่อโดเมน
แล้วใช้เนื้อที่ฟรีเก็บไฟล์ หรือเช่ารายปีอย่างที่เสนอมา ตกปีละพันกว่าบาท กรณีแจกอีเมล์ฟรี
ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่มาก (ประมาณ $350 อย่างที่คุณ webmonster ว่าไว้) น่าจะผลัดไปก่อน
(ใช้ของส่วนตัวของใครของคนนั้น) จาก : saturn - 29/10/2000 03:25 หัวข้อ
: ได้เวลายกเครื่อง ชมรมใหม่ ข้อความ : หลังจากเฝ้าดูชมรมภายใต้การบริหารของกรรมการชุดต่างๆกัน
ต้องยอมรับว่าเจออุปสรรคเศรษฐกิจ รุมเร้ามากมายจริงๆ แต่สิ่งหนึ่งที่อ่อนที่สุดคือเรายังขาดโครงหลักของชมรม
แม้แต่จะเรียกประธานชมรม ยังดันผ่าไปเรียกว่านายก(ต้องใช้กับสมาคม) ต้องย้อนกลับไปสมัยเมื่อเริ่มก่อตั้งชมรมกันใหม่ๆ
จุดประสงค์ของชมรม หลักเกณฑ์ต่างๆที่ได้ตั้งไว้ ยังไม่สมบูรณ์ แต่ถูกข้ามกระโดดไปทำให้ชมรมขาดแก่นในการดำเนินการ
ผลก็ที่เห็นๆอยู่เหมือน มนุษย์ไม่มีโครงกระดูก โอนไปเอนมา งานนี้ไม่ง่ายนัก ไม่เห็นผลทันที
และต้องใช้เวลาอีกมาก แต่เป็นสิ่งสำคัญก่อนที่เราจะก้าวไปทำ สิ่งอื่น เรามี Home
page เป็นของตัวเองน่าภูมิใจ แต่มีกี่คนที่รู้จัก Home page นี้ และเรายัง ไม่มีธรรมนูญ(เรียกให้โก้)ของเราเองเลย
Home page นี้จึงเหมือนความภูมิใจของคนกลุ่มเล็กที่ยืนอยู่ในอากาศ ตอนนี้อยากเรียกร้อง
ยังมีโอกาสและเวลาที่จะทำและปรับปรุงชมรมก่อนสลายสายเกินไป ขอให้เราชาวชมรมศิษย์เก่า
ช่วยกันสร้างเสริมองค์กรนี้ด้วย สนใจร่วมอุดมการณ์แนวทาง ติดต่อ ปิยะ รุ่น2 ทิพย์
รุ่น6 ขอบคุณ จาก : Mr.Piya Viravaidya - Email: Piyaviravai@chaiyo.com - ICQ
28730957 - 26/09/2000 12:38 ข้อความ : ผมมีความเห็นที่แตกต่างไป ในเรื่องที่พี่เขียน
โดยเฉพาะเรื่อง ของโฮมเพจ ผมมองว่า โฮมเพจ นั้นเป็นของคนส่วนมาก แต่ผู้ที่เข้ามาใช้มีจำนวนน้อย
นั้นไม่ใช่ว่ามันไม่น่าสนใจ มันมีสาเหตุที่พอจะนึกได้ เช่น 1.คณะเราคนเล่นเน็ตน้อย
เรื่องแบบนี้เขาเรียกว่า Internet Culture ครับ เป็นนิสัยการเล่นส่วนบุคคล มันแก้กันยากครับเพราะบางคนก็เข้ามาดูเฉยๆ
บางคนก็เข้ามามีส่วนร่วม ผมว่าระยะนี้ก็คึกคักดีนะครับ เริ่มมีUSERที่หลากหลาย
ความถี่ที่เข้ามาก็ประมาณ 500 ครั้งต่อเดือนครับ 2.โฮมเพจนี้ สร้างจากกำลังคนเพียงคนเดียวคือพี่โจ้6
และตอนนี้ก็มีคนอื่นๆและผมได้เข้ามาช่วยอยู่ในระยะหลังครับ จึงอยากจะเรียนว่า ต้องค่อยเป็นค่อยไปครับ
การอยากจะได้อะไรที่ทันใจนั้นอาจทำไม่ได้ครับ 3.ที่บอกว่า ถึงเวลาปรับปรุงชมรมแล้วนั้น
ผมไม่เห็นด้วยครับ เพราะผมมองว่า ชมรมนั้น ควรจะต้องปรับปรุงอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้วครับ
ซึ่งการพัฒนาอะไรต่างๆนั้น ต้องเกิดจากการร่วมแรงร่วมใจครับ การผลัดเปลี่ยนหมุนเวียน
จัดคิวตารางงานกันนั้น จึงเป็นสิ่งที่น่าจะเป็นไปได้มากกว่าครับ เพราะศิษย์เก่าเราก็กระจายตัวออกไปตามจังหวัดต่างๆครับ
การรวมตัวจึงอาจจะเป็นไปได้ยาก สุดท้ายนี้ ผมคิดว่าการจะทำอะไร เราต้องคำนึงถึงกำลัง
ความและทรัพยากรต่างๆ ไม่ควรที่จะนำไปเปรียบกับสถาบันอื่น เนื่องจากเราพึ่งจะเริ่มมีศิษย์เก่ากันเพียงไม่กี่ปีครับ
เราต้องทำให้ตัวเรารอดก่อนครับ เราถึงจะมีกำลังสร้างสรรสิ่งอื่นได้ครับ และผมคิดว่าแนวทางของชมรมในปัจจุบันนี้
ก็พอเพียงที่จะทำให้เรามีชมรมที่เรามีส่วนร่วม ได้ตามกำลังครับ ปล. ผมไม่ชอบคำว่า
"Home page นี้จึงเหมือนความภูมิใจของคนกลุ่มเล็กที่ยืนอยู่ในอากาศ" ที่พี่เขียนไว้เลย
คนที่ยืนอยู่ในอากาศของพี่ ความหมายมันกำกวม และค่อนข้างจะประชดประชันครับ และเมื่อฟังแล้วมันทำร้ายจิตใจกันเกินไปครับ
ด้วยความเคารพ เอ๋ รุ่น8 จาก : A+8 - Email: goodtanin@yahoo.com - 26/09/2000
17:12 ข้อความ : พี่ปิยะ วิเคราะห์ได้ลึกล้ำ ตรงประเด็นมากครับ นับถือนับถือ หากมีข้อแนะนำเพิ่มเติม
ก็เชิญได้เลยครับ จาก : JoJo - 26/09/2000 17:23 ข้อความ : Do you want to "develope"
or "repiar" p' payi...555? I think so.... จาก : finn - 26/09/2000 17:43 ข้อความ
: มาอ่านแล้ว แต่ยังคิดอะไรไม่ออก...ประทานอภัย...เดี๋ยวมาใหม่ จาก : ม่ - 26/09/2000
20:11 ข้อความ : ปรางมีความเห็นแตกต่างออกไปในมุมมองของคนช่วยงานชมรมบ้างไม่ช่วยบ้าง
ในบางประเด็นดังนี้ค่ะ 1. การประสานงานจนเป็นชมรม (คิดว่าเป็นสมาคมมาตั้งนาน) ที่มีรากฐานที่ดีนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ
ไม่ได้ขึ้นอยู่กับบุคคลากรดำเนินการ และการบริหารเพียงอย่างเดียว ปัญหาที่สำคัญที่ปรางมองเห็นอยู่เสมอคือความสัมพันธ์ของสมาชิกเอง
ยกตัวอย่าง เวลามีการติดต่อเพื่อให้สมาชิกร่วมทำกิจกรรม สมาชิกนั้นไม่ค่อยมา สาเหตุสามารถประมวณได้ดังนี้
1ไม่ไปเพราะเพื่อนไม่ไป 2ไม่รู้เรื่องว่ามีอะไรกัน 3ไม่อยากร่วมกิจกรรม 4ไม่ว่าง
(ข้อ1และ2พอแก้ได้ แต่ข้อ3แก้ยาก ... โปรดพิจารณาไม่อยากร่วมกิจกรรมอาจไม่ใช่ความผิดอาจเป็นเพราะความไม่ชอบส่วนตัว
ไม่มีความสามารถที่จะเข้าไปร่วมได้ . ฯลฯ ข้อ4ไม่ต้องแก้) เมื่อมีคนมาร่วมน้อยยิ่งทำให้แรงจูงใจที่จะมาอีกน้อย
และ ทำให้ความคาดหวังของกลุ่มที่มาต่อกลุ่มที่มาเหลือน้อยลงไปเรื่อยๆ จนอาจเกิดการด่วนตัดสินใจจากคนกลุ่มน้อยซึ่งเป็นคนทำงาน
ยิ่งเป็นผลทำให้คนที่ไม่ได้เข้ามารู้สึกไม่มีส่วนร่วมมากขึ้นทุกทีๆ 2 web ชมรม
คนเข้าเยอะหรือไม่ ไม่น่าจะเป็นปัญหานะคะ เนื่องจาก concept ไม่ใช่เพื่อเผยเพร่
(เข้าใจถูกหรือป่าวก็ไม่รู้ เดาๆเอา) กลุ่มเป้าหมายก็เป็นพวกเราเอง แล้วจะว่าไม่กระจายข่าวก็ไม่ใช่
ยกตัวอย่างอีก รุ่น5 ปรางกระจายข่าวสู่เพื่อน ได้ประมาณ 80%ของทั้งหมด แต่ที่เข้ามาใช้จิงไม่ถึง
50%ของไอ้80%นั้น แถมความถี่การใช้ยังน้อยถึงน้อยมากอีกด้วย ซึ่งเป็นปัญหาเฉพาะบุคคลอ่ะค่ะ
เช่น ไม่มีคอม ไม่มีโทรศัพท์สายตรง เน็ทแพง ฯลฯ 3 ถ้าweb จะเป็น web เปิด เราน่าจะมีผลงานที่เป็นรูปเป็นร่างว่าเราได้ทำอะไรบ้าง
แล้วการพูดคุยถกเถียงกันที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นเชิงวิชาการมากกว่านี้ ปรางยังมีความเห็นว่า
web ที่มีอยู่ในปัจจุบันนับว่าเป็นทางที่ดีในการติดต่อกันและหว่างพี่น้อง หากมีการเผยแพร่ไปมันจะ"ไม่น่าเข้า"น่ะค่ะ
ดังนั้นถ้าจะมีส่วนที่จะเผยแพร่น่าจะแยกออกจากกัน ไม่ได้แค่ออกความเห็นเฉยๆนะคะ
ถ้ามีอะไรจะให้ช่วยแล้วสามารถช่วยได้ ช่วยบอกด้วย ยินดีค่ะ จาก : ปราง - 27/09/2000
02:51 ข้อความ : I agree. But how can we make a different for ยกเครื่อง ชมรมใหม่??
Not an easy task. Not easy...at all. I don't think, if we have ธรรมนูญ it will
make a big different. If people don't like to participate in the activity...how
could we make them? I agree with Prang...I think, that is the main job to do.
Alumni is a volunteer job who else is willing to do it. Be aware..that ธรรมนูญ
will represent only "ความภูมิใจที่ยืนอยู่ในอากาศ". I'm saying this probably
because I hate the rules that don't seem practical enough to "actually use"
in real life....like Thai style democracy. Our Alumni (to my opinion) is established
to helping each other from KKU and announce the important events among us to
join. How can we make our Alumni feel that they want to be part of Alumni activity--เพื่อให้สมาชิกร่วมทำกิจกรรม
willingly...how?? Web is only a way to improve the communication among Alumni.
It is also นิสัยส่วนบุคคล....no hard feeling here. That is my concerns. More
to come. จาก : tommy - 27/09/2000 05:08 ข้อความ : ไม่รู้สิ ผมกลับรู้สึกภูมิใจกับความค่อยเป็นค่อยไป
ของสมาคม(ชมรม)ศิษย์เก่าของเรา ปีนี้ก็ได้อะไรมาตั้งเยอะแยะ ปีหน้าคงมีอะไรเพิ่มอีก
จะเพิ่มจะเสริมอะไร หรือจะยกเครื่อง ก็ ว่ากันไป ถ้าปิยะจะสร้างโครงสร้างให้แน่นไม่โอนเอน
ก็ลองปรึกษาประธานดู เข้าที่ประชุมกันไป ไม่มีอะไรสาย ไม่มีอะไรล่มสลายหรอกครับ
อย่าร้อนใจไปเลย ยังไงผมก็ขอบคุณกับความภูมิใจที่ยืนในอากาศ(โฮมเพจและเวบบอร์ด)ที่ทำให้ผมได้มีโอกาส
เป็นส่วนหนึ่งของสมาคมศิษย์เก่าของเรา แม้จะเป็นแค่กลุ่มคนเล็กๆ แต่มีความรู้สึกเหมือน
อยู่แดนดินถิ่นเดิม ส่วนตัวผมไม่ชอบที่จะมีธรรมนูญเป็นชิ้นเป็นอัน พอจะทำอะไรทีก็กลับมาอ่าน
ถ้าขัดก็ทำไม่ได้ เหมือนตัวบทกฏหมาย แต่อย่างว่าถ้าจะให้แข็งแรงก็ควรมี เอาแบบหลวมๆได้ป่าว
ที่สำคํญกว่า คือ ความผูกพันธ์ ช่วยเหลือเกื้อกูลต่างหาก จาก : หนุ่ย๑ - 27/09/2000
10:13 ข้อความ : ขอบคุณและยินดีมากที่ทุกท่านให้ความสนใจและกลับมามีส่วนร่วมที่อยากจะช่วยพัฒนาชมรม
ความเห็น ที่หลากหลายนั้นดีมากๆเลย ไม่ว่าเลยครับที่ทุกคนมีความเห็นต่างๆกันไปอย่างน้อยก็ยังได้ช่วยกระตุ้นให้
รักและต้องการช่วยเหลือชมรม ตอบน้อง A+8 ไม่ได้ตั้งใจจะกระทบเรื่อง web เช่นนี้จริงๆหรอก
แต่ที่หมายความนั้นคือ web ก็เหมือนประชาสัมพันธ์ของชมรม ซึ่งเป็นปลีกย่อยของการบริหารจัดการองค์กร
เหมือน monitor เหมือนภาค Output แต่การจัดการองค์กรยังไม่เป็นระเบียบ จึงเปรียบเสมือนว่าพื้นฐานการจัดการองค์กร
เรายังไม่แน่น คล้ายฟองสบู่ web นั้นทำได้ดีมากเปรียบได้กับความภาคภูมิใจ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่
web แต่ อยู่ที่การจัดการองค์กรนั่นเองจึงเป็นคำพูด "ความภูมิใจที่ยืนอยู่ในอากาศ"
ไม่ได้ว่าที่ web นะครับแต่ว่า เราต้องปรับปรุงระบบองค์กรใหม่เพื่อให้ฐานแน่น ความภูมิใจจะได้ไม่ล่มสลาย
แต่หากมองย้อนกลับไปว่า หากองค์กรนั้นล้มสลายไปเสียแล้ว เราจะทำ web ไว้ให้ใครละครับ
และหากมองอีกทาง web ก็เป็นภาวะ ที่เกื้อหนุนชมรมให้มีการติดต่ออีกทางนะครับ ดีแล้วครับที่ทำ
web นี้ ยิ่งพูดเหมือนแก้ตัว และเรื่องนี้อยากให้มีการจัดการฐานข้อมูลเพิ่มเติมอีกเพราะที่ทำอยู่ก็ใช้ได้แต่ยังไม่พอครับ
เพราะมีหลายคนไม่รู้จักไม่ได้รับข่าวสาร เช่นคุณรวี เครือน้ำคำ รุ่น 1 อยู่เลย
ม.ข.ไปนิดเดียว ตาแกไม่ค่อยจะได้รับข่าวจากทางชมรมและคณะเลย ที่อยู่ก็ไม่ update
ทั้งที่แกก็มางานที่คณะบ่อยๆก็ไม่เห็นมีใคร update ที่อยู่ตาแกเลย๐บอกไม่เคยได้รับจุลสารเลย
เช่นเดียวกับกรณี คุณกิตต์ มักทารุณ รุ่น2ก็เช่นกันไม่ได้รับจุลสารเลย หากทำได้ก็จะดีมาก
เพื่อจัดเก็บฐานข้อมูลอย่างเป็นระบบ ฝาก e-mail address คุณรวีด้วยครับ rawee_k@hotmail.com
จาก : Piya Viravai - Email: Piyaviravai@chaiyo.com - 27/09/2000 17:40 ข้อความ
: ตอบน้องปรางค์ครับ 1.ต้องการความเห็นอย่างนี้มากๆหลายๆมุมมองด้วยครับเพื่อช่วยกันแก้ปัญหาและเห็นด้วยกะปรางค์
2.เรื่อง web เป็นเรื่องใกล้ตัวพวกเราที่เข้ามาใน web นี้แน่นอน แต่น่าแปลกที่มีคนชอบเล่น
internet หลายคนไม่รู้จัก web นี้พี่ก็พึ่งจะได้รู้จากน้องทิพย์เมื่อไม่นานเช่นกันหลังจากค้นหามานาน
และพึ่งเห็นลง Domain name ที่จุลสารฉบับล่าสุดนั่นเองครับ แต่ที่เปิดประเด็นนั้นไม่ใช่เอาเรื่องweb
เป็นหลักและก็เลย มาเข้าใจคนที่เหนี่ยวแน่นใน web นี้ นี่มันดีนะเวลามีคนมากระทบกระทั่งบ้างก็ร่วมแรงร่วมใจกันดี
(ชอบอีกแล้ว)เรื่องที่ต้องการในประเด็นนี้คือเรื่องการจัดการองค์กรดังที่ได้ตอบไปแล้วนะครับ
3.ไม่ได้กล่าวถึงว่าจะให้เป็น web เปิดครับ อยากให้ภายในดีกว่านี้ก่อนครับ 4.คำว่า"ธรรมนูญ"ที่พี่หนุ่ยกะพี่ทอมมี่ไม่ค่อยจะชอบนะครับเป็นคำเรียกโก้ๆดังที่กล่าวไว้ข้างต้น
ข้อที่ต้องการนั้นคือเราขาดหลักยึดบางอย่าง จะบอกว่าไม่ต้องมีหลักเลยนั้นเป็นไปไม่ได้
มันต้องมีบ้างไม่ มากก็น้อย เพื่อจะได้มีเกณฑ์ในการทำงานบ้าง หากเว่าไปคงยืดยาวหลาย
ควรเปิดประเด็นนี้ไปในวงกว้าง เพื่อหาแนวทางในการวางหลักเกณฑ์ของชมรม และเพื่อเกิดความต่อเนื่องในการบริหารงานของกรรม
การแต่ละชุด หากเป็นไปได้ใครที่จะมางานอาจารย์วิโรฒ อยากให้นำเรื่องนี้เข้าประชุมด้วย
ใครมีข้อมูลอะไรมาแจงกัน แก้กันไปด้วยนะครับ ถ้าประชุมเช้าหน่อยก็ดีครับเพราะหลายคนต้องกลับภูมิลำเนาหรือมีธุระในตอนบ่ายตอนเย็น
รวมทั้งผมด้วย ขอบอกอีกครั้งคับว่าต้องการความเห็นหลายหลาก ต้องการเปิดประเด็นให้ไปในหมู่กว้าง
และช่วยกันแก้ ปัญหาอย่างสร้างสรร อย่างน้อยก่อนนี้เคยมี ประเด็นเรื่อยเปื่อยมากมาย
(ประเด็นดีๆก็มีครับ) ก็ให้มีการเริ่มในสิ่งที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงบ้างเป็น อย่าลืมว่าคนที่ได้เข้าถึง
web นี้ก็เป็นคนภายในสังคมหนึ่งที่มีโอกาสได้รู้ได้เห็นมากกว่าคนอื่นๆ คนภาย นอกนั้นไม่ได้เห็นไม่รู้เรื่องไปกับเราด้วย
ไม่รู้ว่าเรากำลังทำอะไร ทำไปแค่ไหน เมื่อไม่เข้าใจไม่เห็ฯผลงาน ก็สามารถทำให้เข้าใจผิดได้ง่าย
เราต้องเข้าใจคนอื่นด้วย (เหมือนที่ผมพยายามเข้าใจพวกเราอยู่นี้ไง) นอกจากนี้ยังต้องให้ข้อมูลทางอื่นๆแก่คนอื่นด้วยครับไม่งั้นจะกลายเป็นความเห็นของพวกเรากันเอง
ขอบคุณหลายเด้อ จาก : Piya Viravaidya - Email: Piyaviravai@Chaiyo.com - 27/09/2000
18:15 ข้อความ : อืม
นึกอะไรไม่ออกเลย
แต่ในวันงานมุฑิตาจิต อ.วิโรฒนี้
ผมคิดว่าจะพิมพ์หัวข้อนี้ไปแจกบรรดาสิดเก่าล่ะกัน
คงจะมาเก็บข้อมูลในคืนวันพฤหัสไปพิมพ์
และหากคิดว่า การประชุมชมรมฯ ควรจะมีในวันศุกร์
เพราะหลายๆคนจะต้องกลับบ้านไปก่อนการประชุมในวันเสาร์ วานคุณปิยะช่วยเลื่อนเวลาประชุมมาพูดคุยกันในเช้าวันศุกร์
เลยก็ได้ครับ
ในเช้าวันศุกร์ ผมไม่สามารถไปร่วมงานได้ เพราะมีการประชุมตรวจการจ้างฯ
ที่กาลสิน หากเป็นไปตามการประชุมแบบเดิมๆ คิดว่าคงสามารถกลับมาทันงานในช่วงบ่ายได้ครับ
ส่วนในเช้าวันเสาร์
ผมก็ไม่สามารถไปร่วมงานได้เหมือนกัน เพราะมีการประชุมตรวจที่ปรึกษาฯ ที่กาลสิน
เหมือนกัน
งานคุณปิยะช่วยเป็นธุระด้วยแล้วกัน
ส่วนในเรื่องที่อยู่สมาชิกที่ไม่อัพเดท
นอกจากที่ต้องถามทีมงานที่เก็บที่อยู่แล้ว
วานช่วยถามสมาชิกด้วยครับ เพราะล่าสุดที่ผมได้รับที่อยู่มวลหมู่สมาชิกมา
มีสมาชิกเป็นจำนวนน้อย
(ประมาณครึ่งนึง) ที่ยังจ่ายค่าบำรุง และรับจุลสารอยู่
จาก : ม่ - 27/09/2000
18:36 ข้อความ : เห็นด้วยกับปิยะอย่างยิ่ง เนือ่งการทำงานชมรม ยังไม่ทำกันอย่างจริงจัง
ยังไม่ทุ่มเทเท่าที่ควร จึงทำให้สมาชิกได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างถูกต้อง ครบถ้วน
ส่วนนี้ผมคิดเองนะครับ เนือ่งไม่ค่อยได้รับข่าวจากชมรมเลย ทั้งๆที่ผมอยู่ที่ขอนแก่นด้วย
จาก : joe - Email: joerawee@chaiyo.com - ICQ 72362562 - 27/09/2000 18:42 ข้อความ
: ค่อยๆ แก้กันไปครับ คิดว่าคนที่ทำก็จริงจังกันดีนี่ครับ เพียงแต่ต่างคนต่างมีหน้าที่การงานรับผิดชอบ
ก็น่าเห็นใจ บางทีสมาชิกก็ต้องเป็นฝ่ายเดินเข้ามาหา เหมือนกันนะครับ แสดงว่า คุณระวีไม่ค่อยได้เจอคุณธวัชเหรอครับ
ถึงไม่ค่อย ได้รับข่าวสารข้อมูล เห็นมะ คุณปิยะเริ่มชอบ เวบ เราแล้ว เปิดประเด็นปุ๊บได้รับ
การตอบรับหนาแน่น และสามารถนำไปสู่วงกว้างได้ จาก : หนุ่ย๑ - 27/09/2000 20:28
ข้อความ : เห็นด้วยในลักษณะเดียวกับปรางนะครับ ( คนไม่ค่อยได้ช่วยงาน ) และเป็นสิ่งที่ดีที่จะมีการจัดระบบต่างๆ
ให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อความก้าวหน้าของชมรมของเรา...อย่างหนึ่งที่อยากจะเสนอความเห็นคือเรื่องของเป้าหมาย
และจุดประสงค์ของชมรม เนื่องจากว่าผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่เคยรู้จุดประสงค์ เป้าหมายของชมรมเลย
คิดว่าน่าจะมีอีกหลายคนที่เป็นเหมือนกัน อย่างน้อยก็อาจจะเป็นหนึ่งหัวข้อในหน้า
home page นะครับ สมาชิกจะได้รู้ขอบเขต และแนวทางในการร่วมกันพัฒนาชมรมครับ....อีกเรื่องคือ
ที่มีการพูดคุยว่าจะมีการประชุมกันช่วงงานมุธิตาจิตก็อยากจะให้มีการประชาสัมพันธ์เผื่อคนที่ไม่อาจไปร่วมงานด้วยนะครับ
อย่างที่เคยทำตอนประชุมทางอินเตอร์เนทก็เป็นแนวทางที่ดีอย่างหนึ่ง ตินิดคือ ข้อมูลไม่ค่อยละเอียดเท่าไหร่
แต่ก็เยี่ยมแล้วครับ...เมื่อวาน ผมเข้ามาที่กระทู้นี้และก็ได้พิมพ์แสดงความเห็นไปพอสมควร
แต่ ! ให้ตายสิเครื่องดันรวนซะก่อนที่จะส่ง ทำให้หมดอารมณ์ร่วมไปเลยครับ อันนี้น่าจะเป็นอีกปัญหาหนึ่งของอินเตอร์เนท
(เสริมในหัวข้อของปรางด้วยครับ ) ถ้ามีอะไรเพิ่มเติม และกระจายข่าวดีๆ มีคนอยากช่วยงานเยอะครับ..ผมก็ด้วยครับ
ถ้าสามารถทำได้ ... ปล. ประชาสัมพันธ์ "ปราง" เยี่ยมมากเล๊ยยย.. จาก : บิ๊ก5 -
27/09/2000 21:50 ข้อความ : One thing good about internet is even though I cannot
be there as part of the Alumni events but I can put in my opinion here. (at
least do something...) Agree with Nui "บางทีสมาชิกก็ต้องเป็นฝ่ายเดินเข้ามาหา
เหมือนกันนะครับ" Alumni is not a "service" job. It is a "volunteer" job. If
we always blame those who work (for free) and dedicate their time. Who else
want to be part of this cruel society?? Main thing is how can we make it better...start
with the easy one "How to improve the communication among Alumni so that everyone
can participate every events or, at least, know about it?" Not an easy job....not
easy. จาก : tommy - 27/09/2000 22:39 ข้อความ : ปรางกับบิก๊ เยี่ยมั้งคู่เลย เย้!
จาก : tua - 27/09/2000 23:34 ข้อความ : โห! ยาวเจงๆ พี่ยะขาขอนอกเรื่องนิ๊ด ชื่อหนูไม่มี
"ค์" ค่ะพี่ขา จิ๊ก เอ้ย ขอบใจนะที่ ชมเราทำให้เรารู้ว่า เยี่ยมั้ง ของของคุณตั้ว
มันน่าจะเป็นคำว่า "เยี่ยมทั้งคู่" นายตั้ว นายแย่มาก เราตกกะใจกะคำว่า "เยี่ยมั้ง"
ของนายมาก อ่านตั้งหลายครั้งแถมยังไปอ่านที่ตัวเองเขียนอีกหลายรอบด้วย ... ว่างๆมาเลี้ยงข้าว
แล้วจะให้อภัย ... อิอิ จาก : ปราง - 28/09/2000 06:16 ข้อความ : ผมคิดว่า มีอีกประเด็นนึง
นอกเหนือจากประเด็นของการร่วมมือกัน หรือการทำงานครับ ประเด็นนั้นก็คือเรื่อง เงินทุน
ในการดำเนินการ ซึ่งดูจะน้อยเหลือเกิน ซึ่งถ้าจะให้เกิดการพัฒนาชมรมในระยะยาวแล้ว
ผมคิดว่าเราน่าจะมีวิธีการระดมทุนอย่างมีระบบครับ อยากจะให้นำประเด็นเรื่องเงินนี้เข้าที่ประชุมด้วยครับ
ไม่ทราบว่า พี่ๆมีความเห็นว่าอย่างไร ด้วยความเคารพ เอ๋รุ่น8 จาก : A+8 - 28/09/2000
09:16 ข้อความ : บางคนก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่ชมรมตอนนี้มีใครทำหน้าที่อะไรนะครับ
แล้วจะไปหาใครเล่า พี่ม่ไม่ค่อยอยู่ก็เรื่องหนึ่งทำให้พี่อีโจ้ไม่ค่อยได้เจอ และพี่โจ้ก็ไม่รู้ด้วยว่าตอนนี้พี่ม่เป็นคนประสานงานที่ขอนแก่นพี่อีโจ้เข้าไปที่
คณะก็ไม่เจอพี่ม่ (ผมไปคณะไปหาพี่ม่ยังไม่ค่อยเจอพี่ม่เลย) แล้วก็พี่ม่ก็ไม่รู้ว่าพี่โจ้จะเข้าไปที่คณะ
พี่ม่ก็ไม่ ได้ฝากเรื่องไว้กับใคร แต่พี่ม่รู้จักบ้านพี่อีโจ้และรู้เบอร์โทร สิ่งที่ทำได้คือพี่ม่น่าจะติดต่อกับพี่อีโจ้ได้สะดวกที่
สุด ผมฝากพี่ม่ด้วยละกันและพี่ม่มีแหล่งเงินทุนในงานป๋าอีกอย่างน้อย 3 คนนะจะบอกให้
คือพี่อีโจ พี่หน่อย พี่หนึ่ง จาก : PiyaViravai - 28/09/2000 18:22 ข้อความ :
พี่หนุ่ยผมไม่เคยไม่ชอบ web ชมรมเลยนะไม่เคยบอกว่าไม่ชอบเลยชอบตั้งแต่เห็นและภูมิใจด้วย
และอยากให้ความภูมิใจนี้อยู่นานๆรู้ไหม แต่ความเป็นปึกแผ่นและมั่นคงของชมรมนั่นเป็นปราถนาสูงสุด
จาก : Piyaviravai - 28/09/2000 18:28 ข้อความ : อืม...บอกคุณหน่อยไปแล้วคุณหนึ่งก็บอกไปแล้ว...ส่วนคุณโจ้จะได้ข่าวจากคุณหน่อยหรือเปล่านั้น
ก็ไม่รู้...หุหุหุ มาบอกว่า ผมเซฟข้อมูลเพื่อไปพิมพ์แจกในงานแค่นี้น่ะครับ... จาก
: ม่ - 28/09/2000 20:02 ข้อความ : ดีครับ น้องปิยะ ชอบความตั้งใจจัง เอ คุณหน่อยกะคุณโจ้ทำงานที่เดียวกันไม่ใช่เหรอ
จาก : หนุ่ย๑ - 28/09/2000 23:10 ข้อความ : ว้าว!!! ดีใจกับการได้เห็นพวกเราพยายามช่วยกันแก้ปัญหาครับ..
จาก : finn - 29/09/2000 05:53 ข้อความ : ตอบคุณหนุ่ย1 ครับผม ผม กับ คุณหน่อย
ทำงานที่เดียวกันก็จริง แต่ทำคนละเวลาครับ จะเข้า-ออก สวนกันอยู่เสมอ แทบจะไม่มีเวลาคุยกันเลย
เจอหน้ากันก็ลืมซะอีก เลยไม่ค่อยจะได้รับข่าวจากการฝากสักเท่าไร หากเป็นไปได้หากติต่อส่งโดยตรงจะได้รับแน่นอนกว่า
เพราะผมก็เต็มใจช่วยเรื่องชมรมเต็มที่อยู่แล้วถ้าเป็นไปได้ แต่ติดที่ไม่ค่อยได้มีโอกาสได้รับข้อมูลเลยไม่รู้จะช่วยอะไร
ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร ? อย่างกับ คุณม่ ก้ไม่ค่อยเจอกัน เพราะคุณ ม่ งานแกยุ่ง
ไม่รู้ว่าแกมีข้อมูล ข่าวคราว ชมรม ทั้งหมดหรือเปล่า? แต่คุณ ม่ จะติดต่อกับคุณหนุ่ย
และ อ.Tommy อยู่เสมอ เลยไม่ตกข่าว ผมเองที่ตกข่าว เนือ่งจากอยู่นอกวงราชการ จาก
: joey01 - Email: joerawee@chaiyo.com - ICQ 72362562 - 29/09/2000 19:38 ข้อความ
: ...webและ ชมรม ที่มี ก็เหมือนมีบ้านใหม่...... ต่อไปคงต้องช่วยกันหาของมาตกแต่งบ้านให้น่าอยู่...เมื่อบ้านน่าอยู่ก็ชวนสิดเก่าคนอื่นมาเยี่ยมบ้าน
( ชวนแบบ misteen หาลูกค้า, แบบ ธรรมกายหาสาวก ) ... ดีไหม จาก : EVERTON - 29/09/2000
20:19 ข้อความ : D-Jai Tee' Khun Joey01 join the webboard. Because many news
or update I've know is from this webboard and homepage, Krub. Don't feel left
out....just jump in. Alumni still need many people who are willing to work.
I hope the meeting on Aj.Wiroj Retirement party will get something out from
our Alumni. จาก : tommy01 - 29/09/2000 22:09 ข้อความ : อย่าน้อยเลยนะไอ้คุณโจ้
กูก็ได้ข่าวคาวมึงจากไอ้ป่านบ้าง เกือบตกข่าวสำคัญเหมือนกัน ไอ้ผมก็ทันข่าวชาวศิษย์เก่า
หลังจากที่มีเวบนี่ละ จาก : หนุ่ย๑ - 30/09/2000 03:04 ข้อความ : ชอบกระทู้นี้มากครับ
และอยากให้มีแบบนี้อีกเยอะๆ จาก : A+8 - 02/10/2000 09:49 ข้อความ : ตกข่าวสำคัญเหมือนกัน
I don't know "ข่าวคาวมึง"....Nui, what is it? Tell me. Ha..a...just kidding,
na Joey boy. You see, sometimes, some news we don't need to know or don't want
many people to know.... จาก : tommy - 02/10/2000 21:59
![]()
หัวข้อ : พิจารณาร่างหลักเกณฑ์ ชมรม1
ข้อความ : ตามมติที่ประชุมวันที่ 30 กันยายน 2543 ได้จัดให้มีคณะอนุกรรมการเพื่อจัดร่างหลักเกณฑ์โดยมีคณะอนุกรรมการเป็นที่ปรึกษาชมรม
(คืออดีตประธานทั้ง3ท่าน) รวมทั้งผมด้วยนั้น บัดนี้จะประชาพิจาร เป็นหัวข้อไปเพื่อขอความเห็นทาง
web อีกทางหนึ่ง คณะอนุกรรมการ 1.นายจรัญวัฒน์ เดชะคุปต์ 2.นายปิยะ วีระไวทยะ 3.นายวรพงษ์
คล้ามไพบูรณ์ หัวข้อพิจารณาที่1. จุดประสงค์ชมรม 1.1เพื่อประสานความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกชมรม
1.2เป็นสื่อกลางกับองค์กรภายนอกเช่น สมาคมสถาปนิกสยาม คณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ชมรมอื่นๆเป็นต้น 1.3เพื่อช่วยเหลือสมาชิกในด้านวิชาการและด้านอื่นๆตามสมควร จาก
: Piya - 09/10/2000 15:13 ข้อความ : ข้อพิจารณาที่2 หมวดที่1 สมาชิก คำจำกัดความ
1."ศิษย์เก่าคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น" ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า
"ศิษย์เก่า" หมายถึงบุคคลที่เคยศึกษาที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ไม่ว่าบุคคลผู้่สำเร็จตามหลักสูตรหรือไม่ก็ตาม 2."สมาชิกชมรมศิษย์เก่าคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยขอนแก่น" ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า "สมาชิกชมรมฯ"หมายถึงศิษย์เก่าทุกคนที่ได้ขึ้นทะเบียนและชำระค่าทะเบียนรายปีต่อทางชมรมแล้ว
******หมายเหตุ ที่ระบุให้ขึ้นทะเบียนก็เพื่อง่ายต่อการทำฐานข้อมูล เห็นด้วยไหมครับ
จาก : ปิยะ - 09/10/2000 15:20 ข้อความ : ต่อ การหมดสภาพการเป็นสมาชิกชมรมศิษย์เก่า
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น จะเกิดขึ้นเมื่อ 1.ตาย 2.ขาดการติดต่อไม่สามารถติดต่อได้นานเกินกว่า
1 ปี 3.ขาดการชำระเงินค่าสมาชิกเกินกว่า 1 ปี 4.กระทำผิดระเบียบของชมรมจนคณะกรรมการตัดสินถึงที่สุดให้พ้นสภาพการเป็นสมาชิก(หมายถึงทำสันดานที่แย่มากจนเป็นที่เดือดร้อนแก่คนอื่นๆ
สังคมรังเกียจ) 5.เป็นบุคคลไร้ความสามารถ(ไม่ใช่ทางเพศแน่นอน) *************หมายเหตุ
2ข้อหลัง ช่วยพิจารณาด้วยว่าสมควรหรือไม่ จาก : ปิยะ - 09/10/2000 15:27 ข้อความ
: ต่อ การคืนสภาพการเป็นสมาชิก 1.ชำระค่าขึ้นทะเบียนใหม่ และค่าขึ้นสมาชิกรายปี(ชำระค่าขึ้นทะเบียนใหม่เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายใน
การup date ฐานข้อมูล) 2.หากผิดตามข้อที่4ข้างต้นล่ะจะทำอย่างไรดีช่วยคิดด้วย 3.หากเป็นบุคคลไร้ความสามารถ
ให้นำใบรับรองแพทย์และทำตามข้อ1ด้วย สิทธิ์ที่สมาชิกจะได้รับ 1.ได้รับจุลสารชมรมฯฟรีตลอดปี
2.ได้ส่วนลดเมื่อมีกิจกรรมของทางชมรมฯ 3.ได้สิทธิ์เข้าส่วนสงวนของ web ชมรมฯ 4.ได้รับแจ้งข่าวสารทาง
e-mail,pager,massage(ในโทรศัพท์มือถือ)*****ทำได้ไหมjojo้ 5.ได้รับส่วนลดจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ
*******ทำได้ไหมเนี่ย 6.มีสิทธิ์ในการออกเสียงของชมรมฯ 7.มีสิทธิ์สมัครเป็นคณะบริหารชมรมฯ
จาก : ปิยะ - 09/10/2000 15:35 ข้อความ : แล้วหน้าที่ของสมาชิกล่ะทำไรบ้าง ยังคิดไม่ออก
จาก : ปิยะ - 09/10/2000 15:37 ข้อความ : เป็นทางการเกินไปไหมคะ ค้าน1 การหมดสภาพการเป็นสมาชิกชมรมศิษย์เก่า
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น จะเกิดขึ้นเมื่อ 1.ตาย ***** ตายแล้วต้องเอาชื่อออกเหรอคะน่าจะเป็นที่รับรู้กันเท่านั้น
เช่นเวลาแจ้งข่าวก็เว้นซะ ***** แปลกๆ 2.ขาดการติดต่อไม่สามารถติดต่อได้นานเกินกว่า
1 ปี ***** บางทีก็สุดวิสัยนะคะ ไม่น่าเป็นความผิด ***** 3.ขาดการชำระเงินค่าสมาชิกเกินกว่า
1 ปี ***** ถ้านับตอนนี้คงเหลือสมาชิกอยู่ไม่กี่คน ข้อนี้จะสืบเนื่องมาจากข้อ2ในบางส่วน
***** 4.กระทำผิดระเบียบของชมรมฯ ***** น่าจะแจ้งกฎของชมรมมาก่อนและตีความกฎซะก่อนค่อยมาว่ากันในข้อนี้
***** 5.เป็นบุคคลไร้ความสามารถ ***** ไม่สามารถทำอะไรๆได้ แล้วต้องเอาชื่อออกเหรอคะน่าจะเป็นที่รับรู้กันเท่านั้น
เช่นเวลาแจ้งข่าวประเภทขอความร่วมมือก็เว้นซะ ***** แปลกๆ จาก : ปราง - 09/10/2000
21:30 ข้อความ : ข้อสังเกต1 สิทธิ์ของสมาชิกที่พึงมีกับค่าใช้จ่ายที่ต้องเสีย link
กันค่ะ ถ้าไม่คิดมากและ/หรือมีเงินก็อาจไม่สนใจเรื่องสิทธิ์ที่มีผลต่อค่าใช้จ่าย
แต่คนที่คิดมากและหรือไม่มีเงิน จำต้องสนใจเรื่องนี้ให้มาก 1สิทธิ์ที่พึงมีของสมาชิกมีความสำคัญต่อชีวิตประจำวันมากน้อยเพียงใดเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนเงินที่ต้องจ่าย
ยกตัวอย่างเช่น ถามว่า ถ้าจ่ายเงิน200บาทให้แก่ชมรม เราจะได้อะไร ถ้าไม่จ่ายจะเป็นอย่างไร
ตอนนี้ความแตกต่างมีเพียงสิทธิ์ในการได้รับจุลสาร .... เมื่อมองอีกด้านหากมีการกะเกณฑ์ความเป็นสมาชิกด้วยการจ่ายเงินเห็นทีจะมีผู้เข้าร่วมน้อยมาก
... ด้วยอคติ 2การเงินของสมาชิกดีเพียงใด จาก : ปราง - 09/10/2000 22:03 ข้อความ
: It looks very extremely, horribly เป็นทางการ. As I and Nui mentioned before....I
just don't like "rules" that not workable in real life. It is only my personal
opinion. (something wrong with me) I do love to be part of alumni group but
"rules" make me bored.... But it is a good start. จาก : tommy - 09/10/2000 22:09
ข้อความ : เราเอาการจัดการองค์การขนาดใหญ่มาใช้กับองค์การขนาดเล็กเกินไปหรือปล่าวครับ
ตามหลักการข้างบน จะทำให้ชมรมเราเล็กลงไปอีก และเกิดการแบ่งแยกระหว่าง ศิษย์เก่าที่ไม่ได้
เป็นสมาชิกและเป็นสมาชิก โดยเฉพาะเมื่อมีงานที่คณะ ผมว่าศิษย์เก่าทุกคนควรเป็นสมาชิก
ชมรมโดยอัตโนมัติเหมือนเดิม เพียงแต่ไม่ได้รับผลประโยชน์บางอย่าง ความคิดส่วนตัวผมแล้ว
ไม่ว่าใครจะหายไปกี่ปี ไร้ความสามารถ ไม่จ่ายตังค์ ผมก็อยากให้มีส่วนร่วม แสดงความคิดเห็น
ออกเสียง เพื่อให้ชมรมใหญ่ขึ้นและดูเหมือนเป็นของทุกคนที่จบมาจาก คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
ม. ขอนแก่น จาก : หนุ่ย - 10/10/2000 00:35 ข้อความ : เห็นด้วยกับลุงหนุ่ยครับ
จาก : finn - 10/10/2000 13:20 ข้อความ : ตอบปรางค์นะครับ 1.ถ้าตายก็ต้องตัดออกครับเป็นปรกติทั่วไปดูได้ในหลายๆชมรม
สมาคม สโมสรครับ ถ้าไม่ตัดออกจะมี เรื่องฐานข้อมูล และการส่งจุลสารข่าวสารไปให้กะคนตายจะเป็นการสิ้นเปลื่องครับ
ยังมีอีกครับแต่จุกจิกเกินไปยังไม่อยากกล่าวถึง 2.ขาดการติดต่อเกิน1ปี เพราะว่าไม่สามารถส่งสารได้
ไม่สามารถเก็บเงินบำรุงได้ แต่ควรจะต้อง หาทางติดต่อก่อนจะตัดสิทธิ์นะครับ ไม่ได้เป็นความผิดแต่อย่างไรครับ
น่าจะทำเพราะจะได้ประหยัดค่า ใช้จ่ายเมื่อไม่สามารถติดต่อได้จริงๆ หากติดต่อได้ใหม่ก็ค่อยเริ่มกันใหม่ดีกว่าครับ
3.ไม่จ่ายก็ยังไม่โหดร้ายขนาดนั้นมั้งครับ ยังยืดเวลาให้อีกนิครับ แต่จะเท่าไหร่ก็ว่ากันอีกทีดีไหม
แต่ไม่จ่ายเลย ทวงก็แล้ว ตามก็แล้วขอร้องก็แล้วไม่จ่าย แล้วจะมีแรงไปจ่ายค่าจุลสารเหรอ
ค่าใช้จ่ายใน การส่งข่าวสาร ค่าอื่นๆอีกจิปาถะ เราไม่อยากจะเบียดเบียนผู้อื่นที่จ่ายเงินตามปกติหรอกครับเพราะจะ
ต้องเอาเงินส่วนที่คนอื่นจ่ายมาเป็นค่าใช้จ่ายให้กับคนที่ไม่ยอมจ่ายเงินหรอกครับ
แต่ส่วนใหญ่ก็ยินดีจ่ายนะครับ วันที่ประชุมวันเสาร์ที่ ก็มีแต่คนบอกว่าไม่รู้จะจ่ายที่ใครไม่มีใครส่งเรื่องหรือบอกเขาเลยเขาดีจ่าย
มีคนบอกพี่ไม่ต่ำกว่า3คนนะครับ อยู่ที่ประชาสัมพันธ์ ซึ่งพี่ม่ก็ได้บอกแล้วว่า
จะกระจายแจกจุลสาร ให้ฟรีไปก่อน 2 ฉบับ เพื่อให้ทุกคนรู้ อีกเดี๋ยวรายงานการประชุมจะออกในวารสารน้องปรางค์ติดตาม
นะครับ หลังจาก2ฉบับส่งไปให้แล้วไม่จ่ายเงินจะงดส่งจุลสารครับ พี่ม่บอกการออกจุลสารต้องใช้
เงินประมาณ 2 พันบาทต่อครั้งครับ ส่วนข่าวสารทั่วไปยังส่งให้ศิษย์เก่าตามปกติครับไม่ได้คิดค่าใช้จ่าย
เช่นวันไหว้ครู วันปัจฉิมครับก็จะบอกต่อๆหรือส่งจม.ไปบอกครับ แต่จุลสารคงไม่มีกำลังส่งให้ครับ
4.ถ้าคนไร้ความสามารถเช่นปัญญาอ่อน เป็นโรคจิต เป็นอัมพาตเจ้าชายนิทราเราก็จะมีปัญหาเรื่อง
การส่งสารนะครับ และจะมีค่าใช้จ่ายนะครับ ยังไงก็ต้องลองพิจารณานะเช่นถ้าคนบ้าเลือกตั้งได้
ก็จะดูกะไรอยู่ อย่าหาว่าพี่จำกัดสิทธิ์คนเลยครับ ไม่ใช่อย่างนั้นแต่อาจมีปัญหาภายหลัง
ควร ไตร่ตรองให้ดีก่อนนะครับ เสียอย่างไรนี้ก็เป็นข้อเสนอให้ช่วยกันพิจารณานะครับอย่าพึงค้านหรือเห็นด้วย
ควรไตร่ตรอง หลายๆมุมเพื่อไม่ให้เสียเวลาเกินไปและหลุดประเดินเกินไปครับ ที่เสนอมาก็ได้คิดทบทวนหลายทีอยู่ครับและดูจากที่อื่นประกอบด้วยแต่จะดัดแปลงตัดทอนให้
เหมาะสมกับชมรมเราครับ ข้อสังเกต หากที่เสนอมานั้นดูเป็นทางการไปก็อยากให้คิดด้วยว่าแล้วมันมีผลกระทบในทางไม่ดีอย่างไรกับบุคคล
ชมรม องค์กรอื่นๆหรือไม่ ถ้ายังไม่มีก็เห็นว่ายังไม่น่าจะตัดขอนั้นออกไปเสียทีเดียวเพราะอาจได้ประโยชน์ในภายหลังก็ได้ครับ
เช่นคำว่าศิษย์เก่านั้นบางคนคิดว่าเรียนไม่จบก็เลยไม่มาร่วมกิจกรรม ซึ่งหลายคนว่าไม่ใช่เรียนมาด้วยกันไม่จบไม่เป็นไร
ถ้าไม่กระทบ กะเราก็ไม่ต้องตัดออกก็ได้นิครับ ยังเป็นผลดีให้ศิษย์เก่าเข้าใจเหมือนกันครับ
5. อ้อ ตอนนี้จะพิจารณาเป็นส่วนๆไปครับส่วนกฎข้อไหน จะเป็นอย่างไรก็จะทะยอยออกมา
ให้พิจารณาอีกทีหนึ่ง ฉะนั้นถ้าจะว่าไปแล้วข้อที่ว่าหมดสภาพสมาชิกเพราะผิดกฎยังไม่รู้ครับว่า
ข้อไหนผิดรุนแรงถึงขั้นให้ออก เป็นว่าขอรับในหลักการดีกว่าว่าจะมีหรือไม่หากไม่มีกฎข้อใดรุ่น
แรงมากค่อยมายกเลิกข้อนี้ล่ะกัน จาก : ปิยะครับ - 10/10/2000 17:06 ข้อความ : ตอบพี่หนุ่ยครับ
ด้วยความเคารพครับ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีเกณฑ์ในการทำงานบ้างครับผม เพราะแต่ละรุ่น
ที่เข้ามาบริหารก็จะมีการทำงานต่างกันไม่สามารถสานต่อกันได้สะดวก เกณฑ์จะเป็นตัวช่วยให้
กรรมการมีแนวทางในการทำงานไปในทางเดียวกัน เช่นการนัดประชุม การร่วมกิจกรรมกับทาง
คณะ อย่างที่ได้บอกกะปรางค์นะครับ ถ้าอันไหนยังไม่มีผลกระทบก็ไม่น่าจะรีบร้อนตัดออกเพราะ
อนาคตชมรมจะมีสมาชิกเพิ่มขึ้นนะครับ ก็จะเป็นการรองรับอนาคต ไม่งั้นที่เราต้องการทำเพื่อ
ปัจจุบันอย่างเดียวก็ต้องปรับปรุงกันบ่อยๆ แต่ใช่จะปรับปรุงไม่ได้นะครับเมื่อควรก็ต้องปรับปรุงได้
เรื่องความรู้สึกแบ่งแยกระหว่างสมาชิกกับไม่เป็นสมาชิกเป็นเรื่องละเอียดอ่อนจริงๆด้วยต้องขอ
คิดปรึกษากันก่อนครับ แต่อย่างไรก็ตามมีความจำเป็นเกี่ยวกับการทำงานและค่าใช้จ่ายครับถ้าคนที่ไม่ได้จ่ายเงิน
ทางชมรมก็บอกไม่ไหวสู้ค่าใช้จ่ายไม่ไหว เอหรือจะเปลี่ยนคำนิยามสมาชิกใหม่ พวกจ่ายตังค์ก็เป็นสมาชิกจุลสารไปงั้นดีไหม
แล้วคนที่ไม่จ่ายตังค์จะมีสิทธิ์เลือกตังค์ได้ไหม สมัครเป็นคณะบริหารได้ไหม ลองช่วยคิดที
จาก : ปิยะครับ - 10/10/2000 17:20 ข้อความ : จริงๆ แล้วทุกคนในพวกเราถ้าไม่เดือดร้อนอะไร
หรือไม่ติดขัดอะไร คงจะจ่ายกันทุกคนละครับ ผมคิดในแง่นี้นะ ผมยังไงก็ได้อยู่แล้วละ
ถ้ามองเป็นการเตรียมการเพื่อการขยายตัวก็ดู เป็นการดีมากครับ อย่างว่าละครับมันซับซ้อน
ต้องใช้เวลาพิจารณาดี ดี ปิยะและอนุกรรมการทั้งหลาย อย่าหมดแรงก่อนแล้วกัน จาก
: หนุ่ย - 10/10/2000 20:59 ข้อความ : i agree all to p' pi because we r much
bigger now an d can't control things easily anymore without some rules, from
my experience as an alumni leader.rules make us not to solve the same problem
everytime we face it again and again. จาก : wk - 11/10/2000 21:10 ข้อความ :
ขอโทษพี่ปิยะ ที่เข้าใจผิดไปหน่อยค่ะ เรื่องนี้คงเป็นเรื่องความเป็นสมาชิกภาพของชมรมศิษย์เก่าไม่ใช่สถานภาพการเป็นศิษย์เก่าแต่อย่างใด
แต่ยังไงก็ยังขอค้านอีกทีค่ะ ปรางขอแสดงความคิดเห็นว่า หากจะมีใครเสนอหรือค้านก็น่าจะทำเสียแต่แรก
เพื่อจะได้ดูเสียงของสมาชิกว่าคิดกันอย่างไร เนื่องจากบางคนที่ไม่ได้อยู่ในที่ประชุมนั้นอาจไม่ได้ตั้งใจที่จะไม่เข้าประชุมค่ะ
หลายครั้งที่มีการตัดสินกันไปก่อนแล้วมีคนไม่เห็นด้วย ทำให้คนที่อยากเข้าร่วมรู้สึกเหมือนไม่มีส่วนร่วม
และ คนที่ทำงานก็รู้สึกไม่ดีที่อุตส่าห์ทำงานแล้วมีแต่คนค้าน ไม่ดีต่อทั้ง2ฝ่าย
ใจจริงปรางไม่ค่อยจะมีปัญหาหรอกค่ะว่าไงว่าตามกันเพียงแต่ยังไม่ได้จ่ายเงินเท่านั้น
(อ้าว....หนักสุดเลยนี่หว่า) ยังยินดีช่วยอย่างเดิมค่ะถ้าแจกจุลสารอีกกรุณาส่งหนทางการชำระเงินมาให้ด้วยค่ะ
(สำนึกแล้ว) แต่เพิ่งพบเพื่อนๆมา บางคนบอกว่าชำระเงินแล้วแต่ไม่เคยได้จุลสาร ช่วยเช็คเรื่องวิธีการส่งให้ด้วยค่ะ
อาจมีการลงที่อยู่สมาชิกเผื่อว่าใครจะพบข้อผิดพลาดหรือเปลี่ยนแปลงที่อยู่ เดี๋ยวจะมีคนขาดการติดต่อไปอีก
ทางรุ่น5ปรางจะเร่งประชาสัมพันธ์ให้ นอกเรื่อง1: ทิพย์ พี่ได้รับsheetติว คืนแล้ววันนี้
ขอขอบคุณที่ร่วมด้วยช่วยกัน เช็คแล้วเพื่อนพี่ก็ได้sheet ถือว่าหนูwork มาก:) นอกเรื่อง2:
หากมีใครมานอกเรื่องอีกต้องขออภัยแทนด้วยค่ะ ลัทธิกำลังหาสมาชิกค่ะ:) จาก : ปราง
- 11/10/2000 22:16 ข้อความ : ตอบน้องปรางค์ ถูกของน้องแล้วครับเวลาประชุมบางทีไม่อาจมาร่วมได้ทุกคนพี่จึงพยายามผลักดันให้มีรายงานการ
ประชุมลงในจุลกรรมสารของชมรม เพราะนี้เป็นเรื่องหลักจริงๆของจุลกรรมสารของเราแต่เริ่มแรก
แล้วขาดหายไปในช่วงหลังๆ แต่หลังจากประชุมวันที่30กย.แล้วก็จะได้มีการรายงานการประชุม
อย่างเดิม น้าม่ยืนยัน แล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องของทุกคนที่เป็นและจะเป็นสมาชิกชมรมนะครับ
อย่างปรางค์ว่าค้านก็ค้าน มาก่อนนะครับ (แต่ต้องคิดก่อนด้วยเช่นกัน) เพราะหากหลักการได้รับการรับรองไปแล้วนั้นค่อยมาค้าน
ก็จะเสียเวลาและค่าใช้จ่ายอีกครับ ขอบคุณพี่หนุ่ย พี่ทอมมี่ น้องปรางค์ด้วยครับที่มีความเห็นมาอย่าง
สม่ำเสมอ แล้วคนอื่นละครับไม่ลองดูบ้างเหรอครับ จาก : ปิยะ - 14/10/2000 11:58
ข้อความ : First, must try to find out Alumni's correct and update mailing address.
Then, send them newsletter, or e-mail to let them know what we are doing now.
So if someone want to help out, they can contact alumni committee who working
on พิจารณาร่างหลักเกณฑ์ ชมรม. This is good to update the information. And it
is a good time to collect money too...ha..ha... จาก : tommy - 14/10/2000 22:14
ข้อความ : เริ่มทำงานแล้วค่ะ คิดว่างานแรกที่พอจะทำได้คือรวบรวมที่อยู่ ปัจจุบัน
เริ่มแล้วค่ะ ขอเชิญเพื่อนรุ่น5 หรือรุ่นพี่รุ่นน้องที่พอจะทราบที่อยู่ของสมาชิกรุ่นช่วยส่งข้อมูลมาที่
sureeprang@yahoo.com ตอนนี้ไปได้ประมาณ40%แล้วค่ะ จาก : ปราง รุ่น 5 - 16/10/2000
02:08 หัวข้อ : แล้วสมาชิกอยากได้สิทธ์พิเศษอะไรบ้าง ข้อความ : เอาแบบเป็นไปได้นะ
จะเก็บข้อมูล จาก : ปิยะ - 14/10/2000 12:42 ข้อความ : ทีบอกเก็บตังค์ก็อยากได้สิทธิ์พิเศษจากชมรมแล้วพอถามกลับ
ทำไมไม่ให้ความเห็นละแล้วจะ เรียกร้องสิทธิ์ แต่สิทธิ์อะไรล่ะที่อยากได้ไม่เข้าใจคนในเวป
เห็นแต่ชอบค้านแต่ไม่ยอมเสนอ อะไร ไม่ทำอะไร ไม่เข้าใจ ชักท้อแล้ว จาก : ปิยะ -
18/10/2000 18:18 ข้อความ : โธ่พี่อย่าเพิ่งน้อยใจ เนื่องจากมันเป็นอะไรที่มีสาระมาก
สมองเลยทำงานได้ช้าลง ที่จริงก็ไม่ได้อยากได้อะไรมากมายแค่ได้รู้สารทุกข์สุกดิบ
นัดเจอกันบ้าง ส่งข่าวคราวถึงกันเผื่ออาจได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มันก็เป็นความรู้สึกที่พิเศษมากแล้ว
จาก : พร555 - 18/10/2000 20:46 ข้อความ : I love you...พร555 ......so sweet :-)
I'll be back with my opinion. จาก : tommy - 18/10/2000 21:52 ข้อความ : นั่งคิดดูแล้ว
ไม่คิดว่าต้องการสิทธิ์พิเศษอะไร เลยไม่ตอบ ต้องการคล้ายกันน้องพร๕๕๕ นั่นแหละ
จาก : หนุ่ย๑ - 19/10/2000 09:08 ข้อความ : ไม่รุ...ไม่อยาก...อ่า...ขอภาพลับเฉพาะแล้วกัน...55555...อย่าซีเรียส
อืม...ที่ผ่านมา คิดว่า เงินที่จ่ายไป เพื่อให้ชมรมดำรงอยู่ได้...กะได้จุลสารมาอ่านบ้าง...เท่านั้นเอง...ครับ
จาก : ม่ - 19/10/2000 15:51 ข้อความ : มันไม่ต้องจ๋าก็ได้ไงคะ เหมือที่หลายคนแสดงความคิดเห็นไปแล้วในกระทู้พิจารณาร่าง
เราพยายามให้ชัดเจนและตรงมากเกินไป (ด้วยคิดว่าอยากจะให้มั่น แข็งแรง) ทั้งเรื่องระบบการจัดการ
(แบบที่พยายามเอามาใช้) >>เข้าประเด็นการอยู่รอดของชมรม >> เรื่องกรอบของความเป็นสมาชิก
>>>สิทธิซึ่งมีได้กับมีเสีย บางทีไม่พูดก็แสดงถึงบางอย่าง ไม่ใช่ไม่สนใจค่ะ
(สำหรับเดือน คิดว่าถ้าไม่คิดจะเสนออะไร ก็อย่าค้านให้คนทำงานเหนื่อยใจ ซะดีกว่า
เดือนเบื่อกับวิพากษวิธีแล้ว) จาก : เดือนฟ้า - Email: อย่าซีเรียสกับข้อความนี้
- 19/10/2000 21:20 ข้อความ : อืม...ก็ได้ความพอสมควรแล้วครับ ตกลงเราจะแจกรูปโป๊ให้กับสมาชิกทุกท่าน
แต่จะเอาใครดีล่ะเป็นแบบ คิตตี้ดีไหม แต่ผมมีรูปโป๊เจดใช้แทนได้เปล่าครับ จาก :
piya - 19/10/2000 21:22 ข้อความ : ถ้าเป็นรูปโป๊ ก็ส่งมาได้เลยครับ เดี๋ยวผมลงให้แบบลับๆ
แล้วเราจะแจก link เฉพาะคนที่จ่ายเงิน 5555 จาก : JoJo - 20/10/2000 09:31 ข้อความ
: ขอแบบ เปิดบริสุทธิ์ ได้ไหม จาก : A+8 - Email: ถึงแม้จะรู้ว่า มันไม่บริสุทธิ์
- 20/10/2000 10:01 ข้อความ : อ้าว โดนโดยตรงเลยนี่หว่าเรา เพิ่งอ่านเจออ่ะค่ะ
พี่ปะยิ มัวแต่ไปนอกเรื่องอยู่ ที่ค้านน่ะปรางหมายถึงว่าสิทธิ์กับจำนวนเงินน่าจะสมน้ำสมเนื้อกันอ่ะค่ะ
ไม่ได้หมายความว่าจ่ายเงินแล้วต้องมีสิทธิพิเศษค่ะ ควรพิจารณาเงินจากสิทธิ์ไม่ใช่พิจารณาสิทธิ์จากเงินค่ะ
ต้องขอโทษด้วยที่ไม่ได้ตอบแต่แรกเพราะคิดว่าสิทธิพิเศษมีได้แต่คิดว่าไม่มากค่ะและไม่ได้คิดอยากได้สิทธิ์พิเศษอะไรเพราะเท่าที่มีอยู่ก็ใช้ไม่หมดอยู่แล้ว
แต่ถึงคิดแบบนั้นก็ยังอย่างรู้ว่าเราจะสามารถมีสิทธิ์อะไรเพิ่มได้หรือเปล่าเท่านั้น
โดยส่วนตัวแล้วเห็นด้วยกะพรทุกประการ จาก : ปราง - 20/10/2000 10:26 ข้อความ :
ถ้าค้านของปรางนอกลู่นอกทางไปหน่อยขอโทษนะคะ ไม่ได้ตั้งใจทำให้เสียกำลังใจ ถ้าความเห็นของปรางไม่เข้าท่า
ก็ข้ามไปบ้างก็ได้ค่ะ เดี๋ยวปรางเห็นใหม่ไปเรื่อยๆ ไม่มีปัญหา เดี๋ยวก็เทียบท่าได้เอง
ถ้าข้อความบางข้อความของปรางเรียบเรียงไม่ค่อยดีอ่านแล้วกำกวม แปลไม่ค่อยออก ต้องขอโทษจริงๆค่ะ
จะปรับปรุงให้ดีขึ้น ถ้าไม่ค้านปรางก็ทำได้ค่ะ ไม่ได้มีเจตนาจะทำลายคนทำงานด้วยถ้อยคำที่เสียดสีจริงๆ
แต่เท่าที่จำได้ไม่ได้ค้านโดยไม่ได้เสนออะไรหรือไม่ได้ให้ความร่วมมืออะไร อย่างไรคงได้รับการอภัย...หรือเปล่าคะ
จาก : ปราง - 20/10/2000 10:43 ข้อความ : I spent 2 days thinking about what I
need. I cannot find the answer. No idea....really. My brain is dead meat. จาก
: tommy - 21/10/2000 21:07
the beach โดย
hey man
ป่าตองวันนี้ คนไม่มากนัก เพราะเมฆครึ้มฟ้าครึ้มฝน นาน ๆ ทีก็โปรยปรายมา
ตก ๆ หยุด ๆ ผมมานั่งทำไมก็ไม่รู้ ที่นี่ เปลนอนไม้ทาสีเขียววางเรียงรายตลอดหาดที่กว้างใหญ่
ข้าง ๆ ผมด้านขวาเป็นคนขายของ และคนถักเปียที่หัว
ลูกหลานก็รายล้อมพ่อแม่ ส่วนพ่อแม่ที่ทำมาหากินก็แสนรำคาญลูกหลาน
มึงจะเอามือเอาตีน และหางมาก่ายไปก่ายมาแถวนี้ทำไมว่ะ พวกพ่อแม่ไม่สั่งสอน ไป๊
ไป เล่นน้ำทะเลโน้นไป
รำคาญจริง เด็กตอบกลับ เอ๊าก็หนูลูกพ่อแม่ไง ..เออว่ะ
(คิดในใจ-ลูกกูนี่หว่า) เอ่อเหอะ จะไปไหนก็ไป พูดเสร็จก็เอามือตบเบิร์ดกะโหลกหัวลูกชายคนโต
พร้อม ๆ กับใช้ตีนซ้ายถีบตัวน้อย ๆ ของลูกชายคนเล็กให้ไปเล่นน้ำทะเล ข้างซ้ายมือติดกับเปลไม้ผมนั่ง
สองพ่อลูกกำลังนั่งมองทะเลอยู่ ไม่รู้แม่มันไปเปียแชร์อยู่ที่ไหน พัทลุงหรือว่าหาดใหญ่
(Im not sure) ช่างแม่งมันเถอะ
สองคนพ่อลูก พ่อแม่ง (แม่งตอนท้ายคือประชด) นอนกระดิกตีนอย่างสบายอารมณ์
ใส่แว่นตากรอบทอง ที่เอวขวามันมีโทรศัพท์มือถือ หรือตีนถือไม่รู้ เหน็บอยู่ที่ตูดขวา
เอ๊ย ไม่ใช่ เอวด้านขวา ส่วนคุณลูกน้องพลอย (ผมได้ยินพ่อมันเรียก
น้องพลอยอย่าไปไกลนะลูก)
มันก็เล่นเอาพลาสติก สีเขียว ส้ม แดง เหลือง เป็นรูปพลั่ว ช้อน ถ้วย ออกมาตักดินให้เป็นหลุมเล่นอยู่คนเดียว
ไอ้เด็กพลอยผมเปีย หน้าตาน่ารักนั้น นั่งบ้าเล่นทรายอยู่คนเดียว
(แม่งมันยังไม่กลับจาก
พัด-ลุง มั้ง)
เด็กพลอยตักทรายขึ้นโรยไปในอากาศแล้วยิ้มอย่างมีความสุข พร้อม ๆ
กับตัวพ่อมันร้องขึ้นมาว่า ระวังทรายเข้าตานะลูก ด้วยแววตาแสนห่วง ด้านหน้าก็มีเปลไม้อีกกลุ่มคนไทยเหมือนกันกำลังนั่งยัดห่าอะไรอยู่ไม่รู้แดกกันอยู่นั่นแหละ
แถมเอาร่มคันใหญ่วางกั้นกันลม มองไม่เห็นทะเลเลย กลุ่มนั้นตัวผู้ (ตัวพ่อ) มันก็มีไอ้โทรศัพท์มือถือ
เหน็บที่เอวขวาเกือบถึงรูตูดเหมือนกัน
ทางซ้ายมือไกลลิบกลุ่มเด็กเผือกสามคนพวกฝรั่งหัวแดงไม่รู้พ่อแม่งไปไหน
เดินถอดเสื้อมาสามคนแล้วรีบวิ่งลงทะเล พี่คนโตแม่งประมาณสิงสองปี คนกลางประมาณเก้าขวบ
คนเล็กประมาณหกขวบ แม่งทำเหมือนเกิดจากท้องพ่อท้องแม่มันไม่เคยเห็นทะเลสวยแบบนี้
ทำเหมือนกับว่าถ้าพวกมัน (เด็กเปรต) ไม่ได้ส้มผัสน้ำทะเลในตอนนั้นมันจะชักดิ้นชักงอไปในพริบตา
เฮ้อ แต่ท่าทางพวกมันสนุกสนานกันจริง ๆ ทั้ง ๆ ที่ฝนก็เริ่มจะโปรยปรายหนาเม็ดขึ้น
ข้าง ๆ เด็กเผือกหัวแดงฝรั่ง (ลิงสามตัว) นั้น มีลูกคนไทยชั้นกลางอีกสองคนพี่น้องผู้หญิง
แต่สองคนนี้สงสัยพ่อแม่โส-ทิ่ม (= ทิ้งขว้าง) แล้ว เล่นกันกับคลื่นสองคน โดยมีพี่เลี้ยงหน้าอีสานคอยเบิร์ดกะโหลกอยู่ใกล้
ๆ เล่นด้วยกันเป็นสามคน ท้องฟ้ายังคงอึมครึมเหมือนเดิม ฝนไม่รู้จะเทกระจาดลงมาเมื่อไหร่
ลมก็ยังคงพัดแรงเหมือนเดิม ฝนเริ่มหนาเม็ดลงเรื่อย ๆ ไอ้เด็กลูกคนขายของเริ่มนู๊ดขึ้นเรื่อย
ๆ ไอ้คนเล็กแม่งไม่อายฟ้าดิน ป๋าดาก (ถอดกางเกง-โชว์ตูด) เพราะมันแค่สอง สาม
ขวบเอง ช่างมันเถอะ มันก็ดูสนุกสนานห่าเหวของมันดีนะ อิจฉามันว่ะ น้องพลอยกับพ่อเริ่มเก็บของ
และพลาสติกห่วยแตกนั้น เมื่อแม่เปียแชร์เสร็จแล้วกลับจากหาดใหญ่มารับสุดสวาทพ่อลูกที่แสนหวานปานจะกลืนแดก
(อ๋อ.. กลืนกิน)
![]()
ส่วนไอ้เด็กเผือกฝรั่งหัวแดง ลิงทะโมนสามตัวนั้น พ่อแม่มันคงกะจะทิ้งให้ตายคาหาดป่าตองเลยมั้ง
ไม่ยอมขึ้นฝั่ง ยังเล่นโยนตัวตามคลื่นอย่างบ้าบิ่น ผมเริ่มมั่นใจแล้วว่า มันเกิดจากท้องพ่อท้องแม่มันยังไม่เคยทะเลสวยแบบนี้มาก่อน
พวกลิงซิมแปนซี สามตัวนั้นยังคงสนุกสนานกระดี้กระด้าเป็นปลากระดี่ได้น้ำ อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
ผมคิดว่าทะเลก็คงสนุกด้วยกะมัน เหมือนคนเล่นกับหมา ถ้าคนสนุกกับมันด้วย หมากันก็คงชอบเล่นกับคนนั้น
ทะเลคงเหมือนหมา... แต่พอฝนหนาเม็ดกว่าทุกครั้ง ทุกกลุ่มชีวิตริมหาดก็ต้องหาที่ซ่อมหลย
ไอ้เด็กกลุ่มลูกพ่อค้าแม่ค้า กลุ่มคนไทยที่มัวแต่แดกข้าวไม่รู้จะมาทะเลทำหอยจ้ออะไร
(กลุ่มน้องพลอยกลับไปนานแล้ว กลัวไม่สบาย) กลุ่มไอ้เด็กเผือกพวกนั้นด้วย
ขณะที่พวกคนเหล่านั้นกลับขึ้นฝั่งผมเห็นเด็กสองกลุ่ม
คือ กลุ่มลูกพ่อค้าแม่ค้า กลุ่มลูกคนชั้นกลางสองคนกับพี่เลี้ยง และกลุ่มเด็กฝรั่งหัวแดงสามคนนั้น
ที่ตัวเปียกปอนไปด้วยน้ำทะเล และบางส่วนของแขน ขา ก็เลอะไปด้วยทรายมอมแมม แต่ผมกลับมองเห็นอะไรบางอย่างในใจคนเหล่านี้
ผมเห็นน้ำทะเล เกลียวคลื่น สายสม ท้องฟ้า เม็ดทราย ต้นสนริมทะเลและสิ่งทั้งหลายที่สวยงาม
มันติดไปในใจของคนเหล่านั้นด้วย .. ความงามจะซึมซับและอยู่ในใจเขาไปอีกนานกว่าจะเหือดแห้งไป
ถ้าเขาโตขึ้นมา เขาคงจะถ่ายทอดความงามออกมาได้ วันหนึ่งถ้าเขามีโอกาสเขาคงจะได้ลอยตัวเหนือท้องฟ้า
แล้วโปรยความงามเหล่านั้นสู่สังคมรอบตัว สู่โลกเรา
ผมหวังเช่นนั้น
คุณเคยหรือยังครับ --- คุณอาจ
จายังไม่เคย ผมกล้าพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า
ผมเองก็ยังไม่เคยเหมือนกันในตอนแรก แล้วคุณเคยตรองดูบ้างไหมว่า จริงๆแล้ว เพราะเหตุใด
ทำไมคุณจึงยังไม่เคยสักที เฮ้.. คุณไม่อยากลองดูบ้างเลยหละหรือ?? น่าจะมีบ้างแหละ
ใช่คุณกลัวที่จะลองรึเปล่า คุณกลัวครั้งแรกใช่ใหม่หล่ะ กลัวทำไม่ถูกต้อง กลัวเขาจะเสียเวลากับเราเปล่าๆ
ผมก็เคยคิดแบบนี้เหมือนกัน แต่เมื่อได้ลองแล้ว ผมว่ามันสนุกดีนะ ตื่นเต้นดี จนอยากลองอีก
ลองอีก ไม่รู้เบื่อ... ผมพูดจริงๆนะ ผมอยากให้คุณได้ลองดูสักครั้ง เอาหล่ะ..ถ้าคุณไม่กลัวแล้ว
ผมก็อยากให้คุณได้ลองดู มันอาจจะเจ็บในตอนแรกๆ แต่สักครู่คุณจะรู้สึกดีขึ้นมาเอง
ทุกคนก็มีปัญหา ยุ่งยาก ในการทำใจยอมรับในครั้งแรกกันทั้งนั้น ถ้าครั้งแรกผ่านไปได้
ครั้งต่อไปก็คล่องขึ้น คล่องขึ้น และคล่องขึ้น จนในที่สุด ก็จะเคยชิน ชินชา และความอยากลองไอ้ที่ว่าแปลกกว่าที่เคยเคย
ที่มันมันส์สะใจกว่าก็จะเข้ามาแทน!! .. พับผ่าเถอะ มาพนันกับผมไหมหล่ะ !!
เรื่องโดย (อี ห. ขอบอก) / story by E. Hor ภาพโดย
(จะตามาทีหลัง
เมื่อมีเงินค่าล้างฟิล์ม :) / picture by
15 ตุลาคม 2543 สถานที่
อพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง แถวลาดพร้าว
ผมตื่นนอน (8.00 น.) มีนอนคนนึงนอนอยู่ข้างๆ น้องเค้านอนตื่นสาย
เมื่อคืนเราดึกกันไปหน่อยทั้งคู่ผมชวนน้องเค้าลองกันในตอนเช้า แต่เค้าปฏิเสธ บอกว่ามีนัด
ผมรู้สึกเสียใจนิดๆ (12.00 น.) ซื้อหนังสือรวมงานศิลปะเล่มนึง ที่สวนจตุจักร
หนังสือที่ทำให้นึกถึง Hadid อย่างที่ไม่อาจหักใจปล่อยผ่านไปได้ อยากรู้ว่าหนังสืออะไร
ลองไปถามน้องเค้าดูก็แล้วกัน แต่น่าเสียดายที่ตอนเย็นวันนั้นผมเอามาโชว์ให้น้องเค้าดู
น้องเค้านอกจากไม่รู้จักเลยแล้ว ที่เลวร้ายคือเขาไม่ตื่นเต้นอย่างที่ผมเป็นสักนิดหน่อยเลย
:( (13.00 น.) ถึงเวลานัด ชั้น 3 ศูนย์อาหาร เซนทรัล ลาดพร้าว ที่เก่าๆ
/// ในใจหวังว่าจะเจอคนบางคนที่ไม่เคยเก่า /// แต่ผมยังรอรถเมล์อยู่ที่หน้าสวนฯ
อยู่เลย (คนไทยก็งี้แหละ นัดบ่ายโมง บ่ายครึ่งค่อยจะเริ่มมา) (14.20 น. โดยประมาณ)
ชายฉกรรจ์ 5 คน ออกจากเซนทรัล ลาดพร้าว ที่ประหลาดคือทั้ง 5 คนนั้นสายตาสั้นกันทุกคนโดยมิได้นัดหมาย
เรียกว่าเป็น เบญจรงคสันนิบาต อย่างอัศจรรย์ใจนัก ตกลงน้อง 3 คนนั่น อยู่คณะเรา
จริงๆเหรอ อี ห. ? พี่ ต. ถามด้วยสำเนียงแบบมีกลิ่นอายภาคอีสานนิดๆ ฟังแล้วคุ้นเคยดีนัก
ก็อาจจะเป็นไปได้พี่ ผมยังไม่เคยเจอ อี ห. ตอบโดยลังเล ด้วยสำเนียงคือๆกัน 16.45
น. สถานที่ ศูนย์ศิลปาชีพพิเศษ บางไทร
โอ้ย อะไรหว่ะ!!! ค่าเข้าคนล่ะตั้ง 50 บาท
มา 5 คนก็ปาเข้าไป 250 บาทแล้ว พี่ ว. บ่นอิ๊บๆๆ แล้วนี่เขารวมค่าชมทุกอย่างข้างในด้วยเปล่าพี่
อี ห. ถาม เผื่อว่าราคาจะสมเหตุสมผล โอ มิน่าท่านถึงได้
(censored) มีเสียงจากที่ไหนไม่ทราบแว่วขึ้นมา
นี่ๆ คุณ อี ห. จะเล่าเรื่องบ้านอิฐ ไม่ใช่หรอ
ทำไมมาที่ศูนย์ศิลปฯ หล่ะ นี่ก็ intro เยอะแล้วนะ เล่าซะทีสิ วู้ เล่นตัวจัง มีเสียงดังขึ้นในใจ
อี ห. ไม่สนใจความคิดที่ลอยขึ้นมานั้น เล่าต่อไป
เออ พี่เค้าบอกว่า ให้มาถึงบ้านเค้าประมาณ 5 โมงเย็นนะ จู่ๆ พี่
ข. ก็เอ่ยขึ้น เมื่อเวลา (15.34 น.) หลังจากที่มาหยุดรถ เพื่อถามหาซอยแยกเข้าไปบ้านเป้าหมาย
เฮ้ย เค้าว่าให้ไปเวลานั้น บ้านเขาถึงจะสวยรึ wa ! พี่ ต. ถามขึ้นอย่างทีเล่นทีจริง
พี่ ข. เงียบ ในทีท่าว่า --อึมมม แล้วเราจะได้เห็นความสวยนั้น คอยดู คอยดู
--
พี่ ข. คิดในใจ เฮ้ย อี ห. มึงเ-สื-อก มารู้ความคิดในใจกูได้ยังไง อี ห. เงียบบ้าง
เพื่อเปลี่ยนประเด็น แต่ในใจคิดว่า เรื่องอะไรจะบอก ความลับๆ อิอิ แล้วโพรงขึ้นว่า
เออ พี่ ต. พี่เจอเด็กพี่ได้ยังไงอะ เป็นเรื่องแล้วอะสิ พี่ ต. ทำท่าคิด เรื่องนี้จะให้พี่
เล่าได้ไง wah และทำเสียงที่แสดงให้รู้ได้ว่า พี่ ต. เขิลลลแค่ไหน นี่ๆๆ คุณ ห. เข้าเรื่องซะที เสียงเจ้าคนเดิมเริ่มบ่นอีก
เราว่า งั้นพวกเราไปดู aquarium ที่ ศูนย์ศิลปาชีพกันก่อนดีกว่า
เหลือเวลาอีกตั้งเยอะ พี่ ว. เสนอ ทุกคนเห็นดี เลยต้องเสีย คนละ 50 บาท อคอเรี่ยมที่นี่รูปร่างประหลาด
เป็นแบบผสมไทย+เทศ แบบเอามา สมาส กันดื้อๆ หาได้มีความพยายามจะ สนธิ อะไรกันก็เปล่า เราจะไม่พูดถึงมากในที่นี่ แต่ค่าเข้าชม
คนล่ะ 20 บาท ทุกคนเมื่อรู้ หันหลังกลับ เหลือพี่ ว. ที่ต้องเข้าไปชมเพียงคนเดียว
เพราะเป็นคนเสนอ แต่แล้ว เราก็เข้าไปดูกัน จำใจเสีย 20 บาทไป ถือว่า ช่วยชาติ!
ไม่วายที่พี่ ว. จะเขียนคำแนะนำเสนอแนะให้กับทางศูนย์เรื่องค่าเค้าชมและอะไรต่างๆนานาที่
ขูดรีด ทั้งๆ ที่ไม่มีกล่องรับความคิดเห็น
.
16.38 น. สถานที่ ซอยทางเข้าบ้านเป้าหมาย
หลังจากวนอยู่หลายรอบ เฮ้ย .. ไอ้ห่-า กูลืมซื้อของไปฝากเขาว่-ะ
พี่ ข. อุทานขึ้น จะเอาอะไรดีหล่ะ พี่
ย. ที่เงียบมาตั้งนานโพรงขึ้น เออ เดี่ยวเราขับไปดูที่ตลาดแถวนี้ก็ได้ พี่ ต.
พูดด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่น ใจเย็น และมีลีลากว่าเพื่อน เออ หาซื้อพวกกล้วย ส้ม
แตงโมอะไรก็ได้ แค่นี้ก็พอแล้ว พี่ ข. เสนอ เฮ้ย มันต้องมีอะไรใส่เก๋ๆ ดูดี ดูดี
หน่อยจิ งั้นน่าเกลียดตาย พี่ ว. แนะ
เฮ้ย วู้ๆ นี่มันงานคอนเซ็ปอะ แค่นี้ก็พอแล้ว ไม่รู้อะไรเล้ย (16.20 น.) หลงทาง แล้วพี่ ย. จึงลงไปถามชาวบ้านแถวนั้น
ขณะเดียวกัน พี่ ข. ก็ใช้วิชาอ่านภาษาปากคำที่พี่ ย. ถามลุงชาวบ้าน ถอดความได้
--ขณะที่เคี้ยว ลูกซิ้นทอด ที่พี่ ย. ซื้อมาจากตลาด ตุ้ยๆ -- ว่า ลุงครับ รู้จักบ้านของคุณ
มาณพ ที่จบจากเยล ที่ทำบ้าน style แบบ Luis Kahn แนว คอนกรีตเปลือย แบบ Corbu รึเปล่าครับ
? คนที่เหลือในรถหัวเราะ เอิ๊กๆๆ และพลัดกันชิมลูกชิ้นพี่ ย. กันอย่างอเหร็ด แล้วพี่
ย. ก็เข้ามาในรถ เออ รู้แล้ว เผลอๆ เขาอาจจะเตรียมอาหารไว้รอเราก็ได้ พี่ ข.
พูดแบบนึกขึ้นได้ ในทำนองว่า ไม่ควรกินลูกชิ้นมาก ดีพี่ ผมเริ่มหิวแล้ว
(16.10 น.) พี่ๆ
ทำไมเขาต้องให้เราไปตอนเย็นๆด้วยอะครับ อี ห. สงสัยจริงๆ เค้าคงเตรียมอาหารไว้เลี้ยงเราม้าง
มีคนพูดขึ้น แต่ผมว่า แกต้องจัดฉากอยู่แน่เลย คงยังไม่เสร็จ ต้องเตรียมแสง เตรียมบรรยากาศ
พวกเราจะได้ อิน อี ห. ตอบเอง
17.05 น. สถานที่ หน้าบ้านหลังที่ว่า
ต้นไผ่ขึ้นเป็นฉาก เป็นบ้านน้อยในกอไผ่ สุภาษิตไทยที่เราเคยพูดว่า
ไม่มีอะไรในกอไผ่ นั้น วันนี้ไม่จริงแล้ว และไม่ควรใช้อีกต่อไป (แน้
! !) เพราะมันมีบ้านอยู่หลังหนึ่ง มีคุณป้าและเด็กคนหนึ่งพายเรือยิ้มให้กับพวกเรา
โอ.. ช่างเข้ากับบรรยายกาศเหลือเกิน
แต่เป็นยิ้มทำนองรับรู้การมาของพวกเรา ไม่ค่อยธรรมชาติเท่าไหร่
ทำให้สมมติฐานที่ว่า เจ้าของบ้านเตรียมฉากให้เราดู ดูเหมือนจะเป็นเรื่องจริง แค้กๆๆ
อึ๊ยยยยย ยยยยย ส์ ทุกคนอุทานขึ้นพร้อมๆ กัน แน่นอนโดยมิได้นัดหมาย
มันคือเสียงท้องรถของพี่ ต. เลียกับเนินหน้าบ้าน ดังนั้นแล้วเราจึงต้องลงจากรถ
และเดินเข้าไปข้างใน ผ่านสะพาน ควรจะเรียกว่าสะพานน่าจะเหมาะกว่า เพราะเป็นทางเดินที่ตั้งบนเสา
อยู่เหนือน้ำ และก่อกำแพงสองด้าน เว้นช่องเป็นจังหวะๆ เหมือนช่องเปิดวัดสมัยอยุธยาตอนต้น
(เป็นไงหว่า
ค้นกันเอาเองเด้อ) แล้วเราก็มาถึงส่วนที่น่าจะเรียกว่าเป็นเรือนกลาง
หรือหอกลาง ที่มีคุณแม่และภรรยา และพี่ๆน้องของพี่คนที่เราจะมาพบนั่งรออยู่ --อย่างมีชีวิตชีวา
(จัดฉากอีกหรือเปล่า ?? ขี้ระแวงจัง อี ห. นิ) และบอกแก่พวกเราว่า พี่แกรอยู่เรือนทางโน้น
ศาลาริมน้ำโน้น ... พร้อมกับชี้นิ้วไปทางแม่น้ำที่อยู่หลังบ้าน สวัสดีครับ ทักทายกันแบบไทยๆ เข้ากันได้ดี กับบ้านแบบไทยๆ (บ้านแบบไทยๆ (ไทย
2 ตัว) กับบ้านแบบไทย (ทรงไทย) ต่างกันนะจ๊ะ อย่างแรกจะเดิร์นกว่า อย่างหลังจะโบราณ)
ในบริบทที่ไทยแรงไทยจ๋ามากๆๆ
17.22 น. สถานที่ ศาลาเรือนริมน้ำ ด้านหลังของบ้านเป้าหมาย
ตอนเป็นเด็ก ผมเคยวิ่งเล่นแถวนี้ ประโยคแรกหลังจากคำสวัสดี
ที่พวกเราได้ยินจากพี่คนนี้, พี่มาณพ, ได้ยินแค่นี้ รู้ไหมครับ ผมรู้สึกยังไง ผมอยากจะวิ่งกลับบ้านไปให้รู้แล้วรู้รอดเลย ทำไมอะหรอ ? ก็แหม
. ทำไมต้อง
.อย่างนี้ด้วยหล่ะ วู้------ ขอนอกประเด็นนิดหนึ่ง
(ทั้งๆที่ นอกมาแยะแล้ว อะนะ พึ่งมามีมารยาทขอ) เรื่องของเรื่องสั้นๆ ง่ายๆ คือ
มีผู้ชายคนหนึ่ง อยากมีบ้านของตัวเอง ในที่ดินเดิมที่เคยอยู่ เค้าอยากสร้างบ้านเองในแนวที่ตนเองมั่นใจ
คิดทำว่าน่าจะดี และเข้าทีเข้าท่า แล้วเขาก็ทำ มันออกมาดี ในระดับที่น่าพอใจเสียด้วย
แล้วห่-า เห-ว อะไร ที่ต้องไปเกี่ยวอะไรกับวัยเด็ก ไม่ใช่ ฟอร์ยด์ หรือนักการเมืองบางคนที่พยายามจะบอกว่าตีนติดดิน
แต่ตาดูดาว ซะหน่อย เฮ้อ
ถ้าพี่เค้าบอกว่า ผมว่ามันมันส์ดีนะ มันเป็นผม ผมอยากทำ
เงินผม ผมอยู่เอง อย่างงี้ โอ้ยๆๆ จะถูกใจอี ห. หลาย และจะมันส์กว่านี้ แต่นี่ดูละม้ายว่าเป็น
----เหมือนจัดฉาก คุยกับคนดัง แบคกราวด์ดี จะเข้าอีหร๊อกสร้างภาพมากกว่า คือพี่เค้าพูดอย่างที่เราอยากได้ยิน
ซึ่งไม่ได้เป็นประโยชน์ใดๆๆ ทั้งสองฝ่าย อะไรทำนองนั้น ลองนึกดูรายการทีวี เวลาสัมภาษณ์คนดัง
จะมีประโยคเด็ดๆ ย้อน ก่อนให้ดูพอเป็นกระษัย เพื่ออธิบายที่มา หาเหตุผลให้กับการกระทำบางอย่างในปัจจุบัน
ว่าเป็นเหตุแห่งความสำเร็จในทุกวันนี้ จนเราต้องนำเขามาสัมภาษณ์ อะไรแบบนี้ เป็น
สูตร ตายตัวเลยเชียวหล่ะเหวย------- อี ห. เอ้ย หนูลองมองมุมอื่นบ้าง เขาอาจจะเป็นแบบที่เขาพูด
และทำอย่างนั้นจริงก็ได้ --- อืมม
จะพยายามคับ แต่อย่างน้อยที่สุด ผมก็พูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า
ทั้งพี่เค้าและบ้านที่เป็นผลิตผลของเขา ก็ได้เปิดเป็นพื้นที่ให้เราเข้าไปสำรวจ
และสำรวจได้อย่างเปิดเผย เป็นการเปิดอย่างที่เราอาจจะหาไม่ได้ในผลงานของอาจารย์บางคน
(อิอิ แค่ยก ตย. ให้น่ามั่นไส้เท่านั้น ไม่ได้หมายถึงใครคนใดเป็นพิเศษ)
17.39 น. สถานที่ บริเวณศาลาริมน้ำ และสายตาเริ่มสอดส่าย พร้อมกับแก้วน้ำเขียวในมือ
บ้านพี่เค้าเป็นบ้านก่ออิฐสอปูน แต่ไม่ฉาบ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ แน่นอนน้ำท่วมในช่วงหน้าน้ำ
เช่นช่วงนี้ที่ได้ไปเยือน ดังนั้นบ้านทั้งหลังจึงตั้งอยู่บนเสา ที่สูงพ้นระดับน้ำ
พี่เค้ามีพี่น้องรวมเขา 6 คน เขาอยากให้ทุกคนอยู่รวมกัน กับพ่อแม่ ดังนั้นจึงออกแบบบ้านไว้สำหรับคน
6 ครอบครัว ใช้ครัวร่วมกัน ใช้หอกลางร่วมกัน ทำนองนั้น โดยที่พี่เค้าก็พูดทำนองเดียวกับมาสเตอร์ที่พี่เค้าสนใจในทำนองว่า
--เรือนแต่ละหลังไม่ได้จงใจให้เป็นอะไรเป็นพิเศษเป็นเพียงห้องโล่งๆ ไม่มีอะไรให้
ใครจะมาอยู่ก็หาเฟอร์นิเจอร์อะไรๆ มาเอง จัดวางออกแบบการใช้งานเอาเอง
Universal Space? อะไรแบบนี้ ฟังแล้วเท้เท่ห์ เรือนแต่ละหลังจะมีความซ้ำกัน
แต่ไม่ใช่ความซ้ำกันแบบโมดูล หรือโมดูล่า หรือพิกัด แต่เป็นการซ้ำกันในจารีตแบบเรือนไทย
ที่เรือนแต่ละหลังจะอาศัยหลักการเดียวกันในการขึ้นรูปตัวเรือน ไม่ใช่ก๊อบปี้ทำซ้ำ
(คล้ายแต่ไม่เหมือนเดะๆ) เพราะพี่เค้าไม่ได้ใช้ระบบอุตสาหกรรม แต่จะเป็นหัตถกรรม..ซ๊ามากกว่า
เพราะทุกอย่างพี่แกดีไชน์หมด ตั้งแต่โคมไฟสังกะสีกิ๊ปเก๋ ขั้นบันไดหินทราย ต้นงวงช้างในกระถาง
ตะปูไม้ตอกพื้นไม้ จนแม้กระทั้งดีไชน์ประตูห้องน้ำและห้องนอนให้เป็นบานเดียวกัน
อยากให้ไอ้ต้อม อยู่ด้วยจังเลยวึ๊ยยย พี่ ต. รำพึงรำพัน ---- จอมดีไซน์ของพี่รุ่น
4 กับความโคตรดีไซน์ของพี่เจ้าของบ้านอิฐ สองคนนี้มาเจอกัน รับรองว่าราตรีนั้นคงอีกยาวแน่
18.54 น. ศาลาหลังเดิม
เออพวกคุณนี่ดีนะ มีสมุดสเก็ตกันคนละเล่มเลย
คุณสเก็ตกันบ่อยไหม พี่มาณพถาม
แหม ไม่อยากจะคุย ครูเราดีครับ เลยได้แต่ยิ้มๆ คำทุกคนที่ว่า
ไม่รวม อี ห. นะ มันเอาสมุดไป แต่ไม่ได้สเก็ต เพราะอย่างที่มันว่าไว้แต่แรกแหละ
พอได้ยินพี่เค้าพูดว่า ตอนเป็นเด็ก ผมเคยวิ่งเล่นแถวนี้ ขวัญของอี ห. เลยกระเจิดกระเจิงไป
กู่ไม่กลับ ---โถ ข้ออ้างมากกว่าละมั้งหนู 24.39 น. สถานที่ โต๊ะทำงาน
บ้านอี ห.
เฮ้ยจบแล้วเหรอ ไม่มันสั้นจังหว่า เสียแว่วขึ้นมาอีก
หลังจากกลับจากทริปเที่ยวนี่แล้ว ที่ลำบากคือการนั่งเขียนรายงานนี่แหละเฮ้อ
อี ห. พิมพ์ไป คิดไป บ่นไป และยิ้มไปอยู่คนเดียวกับมุขต่างๆ ที่สอดใส่เข้าไป แต่คงขำอยู่คนเดียวของมันอะแหละ
18.06 น. สถานที่ ในห้องนอนพี่เข้า (อ้าห์!!) --- บอกแล้วพี่เค้าเปิดจริงๆ
--- ถ้าพูดว่าศาลาเมื่อตะกี้คือ โครง พื้นฐาน ห้องนอนก็การปรับ หรือพัฒนา โครง
นั้นให้สมบูรณ์ และห้องนอนนี้ก็เป็นแบบ prototype ให้กับเรือนหลังอื่นๆ จากทางเดินที่เรียกว่าสะพานนั้น
สะพาน คอร์ทกลาง 2 คอร์ท ในส่วนเรือนนอนนั้น ด้านหน้ามีขั้นบันไดหินทรายละเอียดพิเศษสีเหลือง
ก้าวผ่านบันได 1 ขั้น นี้ก็จะถึงส่วนที่เทียบได้กับพาไล หรือ เกย เป็นพื้นที่ปิด
ล้อม 3 ด้าน ด้านบนเป็นระแนง เป็น transition space ที่ดูกรุ่มกริ๋ม น่ารัก เพราะจะมีองค์ประกอบต่างๆ
ที่แสดงความเป็นคนช่างดีไซน์ของพี่เค้าได้อย่างจะแจ้ง แดงแจ๋ ที่ทำให้คนไปเยือนอย่างเรายิ้มแล้ว
ยิ้มอีกได้ จากนั้นทางซ้ายมือจะเห็นประตูทางเข้สู่ห้องด้านใน ห้องแรกซ้ายมือนี้เป็นหลายอย่าง
มีเพียงโต๊ะกลาง 1 ตัวตั้งเป็นประธานของห้องขนาดกะทัดรัด เข้าไป 6 คน ก็แออัดพอควร
เพราะปกติ พี่เค้าอยู่กัน 2 คน รอบผนังของห้องนี้เป็นชั้นวางหนังสือ อย่างที่เราเคยเห็นในออฟฟิตของ
Tadao Ando อะไรทำนองนั้น (น่าอิจฉา) จากห้องนี้เลี้ยวขวาจะเป็นห้องนอนของเค้า
เป็นห้องสี่เหลี่ยมธรรมดา ที่ประกอบด้วยรายละเอียดมากในเรื่องของ detail ของการออกแบบ
ห้องนอนของพี่เค้าจะมีชั้นวางหนังสืออีกผนังหนึ่ง เรียกว่าหนังสือที่อยู่ในห้องนี้เด็ดๆ
ทั้งนั้น มีเตียงแบบพับติดผนัง ที่สำคัญเด็ดสุดคือมีเครื่องเล่นวิดีโอและเครื่องฉายสไลด์ด้วย
(เอาไว้ฉายเอาไว้ดูอะไรคิดเอาเอง อิอิ) ด้วยองค์ประกอบและอุปกรณ์ช่วยดังได้กล่าวมาแล้วนั้น
ทำให้ห้องนอนห้องนี้มีส่วนเป็นห้องอื่นๆในพื้นที่เดียวกันด้วย ดังที่พี่เค้าหวังไว้กับความคิดเกี่ยวกับ
Universal Space แต่แรกที่วางไว้ แล้วทางซ้ายก็เป็นห้องน้ำ ซึ่งใช้ประตูบานเดียวกันกับประตูห้องนอน
คือขณะที่ห้องหนึ่งปิด ห้องหนึ่งจะถูกเปิด ห้องน้ำมีทีเด็ดๆ อยู่ที่ห้องอาบน้ำรูปวงกลม
ด้านใน เป็นท่อกลมขนาดที่เวลาอาบน้ำหมุนไปมาได้สบาย แต่ท่อนี้สูงขึ้นไปและเปิด
ไม่มีหลังคาปิด มองเห็นท้องฟ้าสวย (สวยจริงๆ อยากให้มาเห็นด้วยกันมาก ที่จริงมีก็ได้ถ่ายรูปไว้ด้วย
แฮะๆๆ แต่ยังไม่ได้ล้าง) อย่างที่บอกไว้แต่แรกว่า (17.40 น.) พี่เขาออกแบบโดยใช้วิธีหัตถกรรมโดยมีโครงรวมของเรือนแต่ละหลังร่วมกัน
แต่ไม่ได้ถูกบังคับด้วยโมดูลทางอุตสาหกรรม อาคารที่ออกมาจึงคล้ายแต่ไม่เดะๆ ว่างรอคอย
และท้าทายการออกแบบการใช้งานของเจ้าของที่จะเข้ามาอยู่แต่ละคน พื้นที่ที่ไม่มาก
น่าลำบากใจกับพี่น้องคนอื่นๆเช่นกัน เพราะคงไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้ากับจริตที่อุดมคติ
พอเพียง เช่นกับพี่เค้าทุกคน จึงพบการต่อเติมแบบประหลาดๆอยู่ในเรือนหลังอื่นๆ เพราะว่าถึงแม้จะวางแนวคิดให้อิสระต่อผู้ใช้ออกแบบการใช้สอยเอง
แต่-แต่ต้องไม่ลืมว่าสถาปนิกได้จำกัดพื้นที่ว่างไว้ด้วยสัดส่วนที่สวยงามและลงตัวแต่แรกแล้ว
พื้นที่ที่เท่ากันและไม่มากเพราะถูกสัดส่วนของอาคารบังคับอยู่ จึงไม่สอดคล้องกับความต้องการการใช้พื้นที่ของแต่ละคนที่ไม่เท่ากัน---นี่ใช่การตอบโต้
แนวคิดต่างๆของการจำกัด บังคับ จัดระเบียบ และยัดเยียดพฤติกรรมการใช้สอยของสถาปนิกต่อผู้อยู่อาศัยหรือไม่?
หรือมีเพียงสถาปนิกที่ใจนิ่ง และนักบวชที่บรรลุแล้วเท่านั้นจึงจะอยู่กับอาคารที่นิ่งและยืดหยุ่นเพียงแนวคิดได้?
และนี่ใช่บทสรุปที่ว่า อาคารในสมัยหนึ่งเหมาะกับคนในสมัยหนึ่งเท่านั้น ถึงแม้สถานที่จะไม่เปลี่ยนแปลง
แต่ผู้ใช้กลับใจเป็นอื่นไปเสียแล้ว ทางออกนี้จึงเป็นหมัน !!!! ! !!!!
17.49 น. สถานที่ ศาลาริมน้ำ ด้านใน
พี่ได้เขียนแบบหรือเปล่าครับ พี่ ข. หรือ
พี่ ย. หรือพี่ ต. ไม่ก็พี่ ว. เป็นคนถามขึ้น แค่สเก็ตแล้วก็ให้ช่างเขาทำ ชี้ๆ
พี่เค้าก็ทำให้ พี่เขาว่า ผนังชองชั้น? นี่เป็นผนังรับน้ำหนัก? อี ห. ถามบ้าง
ใช่ ก็หลังคามันไม่หนักอะไร นี่ไม่ได้มีวิศวกรคำนวณนะ ผมก็ว่าไปเลย ช่างเขาก็ทำ
คือโครงสร้างมันก็เป็นเสาขึ้นมาธรรมดา แล้วเราก็เทพื้น นี่พื้นที่คุณเห็นนี่ไม่มีคานนะ
เราก็เทพื้นให้หนาขึ้น มันก็อยู่นะยังไม่เห็นพัง
24.03 น. สถานที่ โต๊ะทำงาน บ้านอี ห. (ซึ่งไม่มีอะไรสวยอย่างบ้านพี่เค้าดอก)
สำหรับบ้านหลังนี้ อย่างที่ทราบกันว่า (ตามที่เห็นใน magazine) ว่าสวยงาม poetic
ขนาดไหน เอาเกณฑ์ของผมเองผมก็ว่าดีว่างาม ไม่ใช่ว่าเพราะพี่เค้าเป็นนักเรียนเมืองนอกเมืองนาหรอกนะ
แต่สัดส่วน การวางลำดับที่ว่าง จังหวะ คอร์ท โดยรวมของบรรยากาศของเขานะแจ๋วทีเดียว
การใช้ผนังก่ออิฐที่หนาไม่ฉาบโชว์แนวและ texture และอาคารที่เรียบ คอนกรีตที่เปลือยไม่ฉาบ
ไม้ระแนง โดยไม่จำเป็นต้องรวมความโคตรดีไซน์ของพี่เค้า ผมว่าเราก็พูดได้เต็มปาเต็มคำว่าพี่เขาเป็น
Space-master คนหนึ่งทีเดียว
18.21 น. สถานที่ ศาลาริมน้ำ ด้านนอก
รายละเอียดทุกอย่างที่เราว่ามาล้วนแสดงให้ผมและท่านๆเห้นความละมุนละม่อม เก๋า
ในเชิงมวยดีไซน์ของพี่เค้าแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย ข้าพเจ้าก็ไม่สงสัยในแง่นี้ แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่สงสัย
พี่ครับ ชายคา น่าจะเรียกว่าชายคา ทำไมไม่มีที่เค้าเรียกว่า กัตเตอร์หรือเปล่าผมไม่แน่ใจ
ที่มันจะกันไม่ให้น้ำฝน ไหลนองเข้ามาเลอะๆอะครับ (ก็ผมเห็นดีไซน์ไปทุกอย่างเลย
เรียกว่ามีอะไรพี่เค้าก็อยากเข้าไปดีซน์ให้หมดให้ได้ ดูอย่างต้นไม้ในกระถาง มันขึ้นมามากเกินงาม
ไม่น่ารักอีกต่อไปในความคิดพี่เค้า พี่เค้าก็ทนไม่ได้ อยากจะแบ่งอยากจะจัด ดีไซน์
แล้วทำไมกะอีแค่ กัตเตอร์แค่ร่องกันน้ำไหลซึม อย่างที่เรามักเห็นกันที่ขอบวงกบหน้าต่าง
พี่เค้าก็ไม่ทำในส่วนยื่นที่เป็นคอนกรีตเปลือยของชายคา อี ห. เลยต้องถาม รู้ไหมพี่เค้าตอบว่าไง
..ถ้าไม่รู้ก็เชิญอ่าน ถ้ารู้ก็ข้ามไป) คุณรู้ไหม คือผมชอบอะไรที่มันดิบๆ ง่ายๆ
ผมว่าเราจะเอาอะไรมาก มันมีความงามของมันนะ ลองดูดีๆสิ พี่เค้าตอบ ว่าเข้าไปนั่น
ไม่รู้แก้ตัวหรือเปล่า แต่รู้แต่ว่า พี่เค้าพยายามจะบอกเราว่า พี่เค้าเป็นคนง่ายๆ
ลุยๆ ดิบๆ เท่ๆ อันหลังนี่ผมเติมเอง
24. 21 น. สถานที่ บ้าน อี ห. อีกที
อย่างที่ว่าไปแล้ว ความเป็น Space-master ของพี่เค้านั้นผมยอมรับได้
แต่ถ้าพี่เค้าจะบอกว่าบ้านเค้าจะเป็นไทยๆ แล้วหล่ะก็ ผมต้องสงสัยหน่อยหล่ะ ในส่วนความกว้าง
บรรยากาศที่ถ่ายเท ลื่นไหล และทั้งเปิดและปิดต่อภายนอกของบรรยากาศรวมผมว่าน่าสนใจในการใช้วิธี
ก๊อปปี้ รูปแบบและรูปองค์ประกอบของแบบประเพณี เพียงแต่เปลี่ยนวัสดุ และเพิ่มความซับซ้อนขึ้นเท่านั้นเอง
(ผมเห็นเฉพาะตอนที่น้ำท่วมอยู่ ถ้าน้ำลด ซึ่งพี่เค้า, อ้างว่า, สามารถลงไปเดินไปใช้ที่ว่างใต้ถุนได้
มันคงน่าตื่นเต้นพิลึก! ผมว่านะ) แต่การใช้อาคารเป็นหลังขนาดเล็ก (มาก) ที่เป็นอาคารไม่มีหลังคาลาดชัน
เพราะเป็น concrete slab แต่มีการคิดถึงทางออกการแก้ปัญหาความร้อนที่น่าทึ่ง แต่ผมว่าเรือนนอนแต่ละหลังของพี่เค้าปฏิเสธภายนอกมาก
อาจจะเป็นเพราะยังไงกลางวันพี่เค้าก็ออกมาใช้ศาลาริมน้ำอยู่แล้ว แต่ยังไงเวลานอนผมก้อยากตื่นมามองเห็นท้องฟ้าอยู่ดี
แต่พี่เค้าจะไม่เห็น จนกว่าจะไปอาบน้ำในห้องอาบน้ำกลมๆนั่น ความยามยามที่จะเนรมิตสถาปัตยกรรมต่อเนื่องกับรูปแบบประเพณีโดยการก๊อปปี้รูป
แต่เปลี่ยนวัสดุ มักจะไปได้ไม่ไกล ดูกรณีงานหอศิลปวัฒนธรรมของ ดร. วิโรฒ ศรีสุโร
หรือแม้แต่บรมครูอย่างพระพรหมพิจิตร ที่ใช้คอนกรีตกับงานไทยประเพณี แม้จะพยายามปรับประยุกต์พัฒนาลายให้เข้าสมัยและวัสดุขึ้น
แต่ก็ต้องสูญไป เพราะไม่งาม ในแบบที่ควรจะเป็น เพราะเราคุ้นเคยกับความอ่อนช้อยเดิมที่เคยมี
ที่วัสดุใหม่มักจะไปทำลาย แม้วัสดุใหม่บางอย่างเช่นไฟเบอร์กลาส ที่กำลังนิยมกันในหมู่นักซ่อมแซมอาคารเก่าๆ
ในชนบทอีสานบางกลุ่ม ที่อวดนักอวดหนาว่าสามารถก๊อปปี้ได้เหมือนต้นฉบับ พร้อมทำสีเลียนแบบได้เดะ
อีกต่างหาก เรื่องนี้ไม่เถียง แต่ทราบหรือไม่ว่า
ไฟเบอร์กลาสนั้นได้ไปทำลายมิติทางวัฒนธรรมอื่น เพราะมันคงไว้แต่ซากที่จะไร้วิญญาณตลอดกาล
เพราะต่อไปจะไม่มีใครทำขึ้นมาได้ และก็ไม่สนใจทำด้วย เพราะหล่อแบบ ทำซ้ำหรือโคลนกี่ล้านก๊อปปี้ก็ได้
งานที่ใช้วัสดุ และทำทีท่าว่าเป็นแบบประเพณีที่แนบเนี๊ยบที่สุด คงหนีไม่พ้นงานของบรมครูช่างไทยที่วัดเบญจฯ
แต่นี่ที่สัมฤทธิผลได้ก็ด้วยไม่ใช่การก๊อปปี้แต่เป็นการสร้างใหม่ต่างหาก เพียงแต่ทำได้แนบเนียนและไม่มีคนคลางแคลง
ดังนั้นการก๊อปปี้แบบเก่าจึงเป็นเพียงความกระด้างและหยาบโลนของจิตใจคนในสมัยปัจจุบันเสียยิ่งกว่า
การพยายามจะตีความใหม่ที่มั่วซั่ว ไม่มีปี่มีขลุ่ยของอีกฝ่ายหรือเปล่า ความพยายามจะมั่วซั่วเช่นนี้อาจจะดูได้จากงานของบริษัทแปลน
เป็นตัวอย่าง ..... หรือเปล่า หรือก็คือๆกัน ทั้งเพ
จุกจบของการก๊อปปี้แต่เปลี่ยนวัสดุ ยังดูได้จากความล้มเหลวของหนัง
psycho ฉบับ กัส แวน เซน ที่ทำฉบับเดิมที่ทั่วโลกกล่าวว่าคลาสสิคของ ฮิตคอกซ์ ที่เป็นขาวดำ
มาเปลี่ยนเป็นสี หรือจากตัวอย่างล่าสุด คือหนังไทยเรื่อง ฟ้าทลายโจร ของวิศิษฐ์
ศาสนเที่ยง ที่เอาบางส่วน บางเสี้ยวของหนังไทยบางเรื่องที่ติดตาเขา มาเหมารวมและเลียนแบบในเชิงล้อ,
ขบขันและเทิดทูนเสียมาก มากกว่าการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่เหมาะสมกับยุคสมัยและผู้คนอย่างที่นักสร้างสรรค์ที่เถรตรงควรจะพึงสังวร
ว่ากันว่าการเลียนแบบนั้นเป็นการสร้างขั้นเบบี้ที่สุด และมีเพียง ลิง เท่านั้นที่ทำได้ดีที่สุดเพราะจริตของมันไม่คดเหมือนคน
การสร้างแบบฉบับของตน สร้างความเป็น original นั้นยากเย็นแสนเข็ญยิ่งนัก แต่ก็มีเพียง
คน เท่านั้นที่ทำได้ และมันก็หาใช่เป็นสิ่งที่เกินเลย ความสามารถของคนไปได้ มีคนมากต่อมากที่บรรลุถึงขั้นที่ว่ายากนั้นได้
ถึงแม้ว่าเมื่อเปรียบกับคนที่อยู่ในวงการแห่งการสร้างสรรค์แล้วจะเป็นเพียงแค่หยิบมือน้อยนิดเพราะในหมู่คนเหล่านั้นมีความเหมือน
ลิง เสียก่ายกองมโหฬาริก กระดิ๊กกระดี๊ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น การสร้าง original
นั้น เคร็ดลับที่สำคัญที่เป็นหัวใจของ คน ที่ไปถึงขั้นนั้นทุกคน มักจะบอกต่อๆกันมาคือ
การศึกษาของเก่า หรือรูปแบบประเพณีนั้น เราต้องกินเข้าไป แล้วก็ให้ตกออกมาเป็นเหื่อ
บันทึกการเดินทาง ชะอำ บ้านเจียรนัย คอนโดหรูริมหาดชะอำ ความปราณีจาก
ชายไทย อาจารย์ สถาปนิก นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย นักปลุกระดม คนสุขุม ลุ่มลึก
ฯลฯ
ด้วยการตบรางวัลให้กับนิสิตที่ชนะการประกวดออกแบบในหัวข้อ บ้านเศรษฐกิจแบบพอเพียง
ขอนแก่น-มหาสารคาม สถาปัตยกรรมแห่งอีสานตอนบนทั้งคู่ พร้อมที่พักและเงินเดินทาง
กินเที่ยวอีกอักโข
ศุกร์ 13 เดือนสิบ ปี 2453 เวลา 22.00 น. วันเดินทาง เรานัดเจอกับพี่
ม่ ที่หมอชิต หนทางข้างหน้ายังไม่รู้ เวลาเตรียมตัวกระชั้นมากครับ กำหนดการเดินทางกระชิดจนทำให้นิสิตขอนแก่น
ไม่อาจปลีกเวลามาร่วมได้ ทำให้อ.เก๋ ไม่มา(โดยเกิดอาการเสียดายในภายหลัง) เรานั่งรถปรับอากาศรุ่นที่ดีที่สุดในที่นั่งที่เหมาะสมที่สุดที่คนขายตั๋วเป็นคนเลือกให้
เราสลบไสลตลอดการเดินทางเพราะต่างอ่อนล้าจากการจัดงานนิทรรศการเทา-งาม สัมพันธ์กันมาทั้งอาทิตย์
ทั้ง อ.กตัญญูและนิสิตที่เดินตรวจงานคุมงานกันทั้งวัน ใช้เวลาประมาณ 5 ชม. กับอีก30
นาที รถปรับอากาศสารคาม-กรุงเทพฯ ก็พาเรามาถึงสถานีขนส่งหมอชิตแห่งใหม่ ที่ซึ่งแม้จะดึกดื่น
เช้าจรดค่ำ ก็คราคร่ำไปด้วยผู้คนที่มาจากหลากทิศทั้งเข้าและออกจากมหานครแห่งไทย
ที่สุดเราทั้ง 6 ชีวิตประกอบด้วย 2อาจารย์คือ ผมกับ อ.ยู กับ 4 นิสิต คือ ปลาย
เหน่ง ตี๋ ตั้ม ก็มาถึงที่หมายในเบื้องแรกตามที่เราตั้งไว้ แล้วเราจะไปไหนต่อ ?
? ? เป็นคำถามที่ผมถาม อ.ยู เออ! เราต้องรอท่านพี่ ม่ ก่อนนะนี่ ตอนนี้ 03.30น.
ยังสะลึมสะลือ ตาปรือกันอยู่ เอาวะ!! พักกันก่อนที่นี่แหละ แล้วพวกเราก็มาปรากฏกายที่หมอชิตขาออก
เพราะชานชลาเหมาะแก่การพักคอยเป็นเวลานานยิ่งนัก! มีทั้งร้านค้า 7-11 ห้องน้ำ ห้องอาบน้ำ
KFC DUNKIN DONUT และอื่นๆ อีกมาก ระหว่างที่เรารอคอยพี่ ม่ ได้สักพัก ประมาณ 04.20
นิสิตชาย มหาสารคามนามว่า อ๋อ หรือไอ้อ๋อ ปี4 หรือพี่อ๋อ ของน้องๆ ก็โผล่มา บ้านอยู่
กรุงเทพมหานคร แต่ติดธุระไม่สามารถร่วมกระบวนการไปกับเราได้แต่ว่างช่วงเช้าจึงแวะมาเจอกันที่หมอชิต
สักพักพี่ม่ ก็เดินทางมาถึงด้วยที่ทีเหมือนนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ INTER สุดๆ ดูจากการแต่งตัวและหน้าตา
สวมแว่นตาแบบพระเอก MI2 เท่ห์ ซะ! ! แกเดินมาอย่างช้าๆ แต่มั่นมากๆ มานั่งกับพวกเรา
นิสิตสารคามยกมือไหว้แทบไม่ทัน หลังจากนั้น ก็เริ่มวางแผนการที่จะยังชีวิตต่อในกทม.
ปรึกษาหารือกันสักพักก็เริ่มค้นพบว่าต้องอาบน้ำและเปลี่ยนชุดให้เป็นทางการ(กึ่งPrivate)
ซะหน่อย เพราะต้องเข้าไปในoffice Interpact ต้องเจอใครต่อใครหลายคน อย่างน้อยก็ขอให้ดู
fresh ซะหน่อย รวมค่าใช้บริการห้องสุขาในเช้าวันนั้นเกือบๆ 50 บาทแน่ะ คนละครั้ง
สองครั้งแถมยังมีค่าอาบน้ำ(ค่าบริการ 10 บาท) ตั้งแต่เช้ามืด ยันสว่าง และนี่เองที่ทำให้พวกเรารู้ซึ้งถึงหัวอกคนเดินทางที่ต้องมีที่พักผู้โดยสารที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกให้ครบครัน
จะเสียนิดนึงก็ตรงเก้าอี้ ที่ไม่สามารถนั่งคุยเสวนากันได้สะดวก อาจเพราะเป็นที่นั่งสำหรับพักคอย
มิใช่พักคุยกระมังจึงได้ทำเป็นแถวหน้ากระดาน ใครจะคุยก็เมื่อยคอหน่อยละกัน และด้วยการวางแผนที่ดีเยี่ยม
พวกเราออกมาขึ้นtaxiพร้อมกับรู้เพียงเลาๆ ว่าจะไปซอยอารีย์และระหว่างการเดินทาง
taxi ถามว่าจะไปซอยอารีย์ที่เท่าไหร่ครับ เป็นงงสิครับท่าน ไวเท่าความคิด ผมก็กดโทรศัพท์ไป
ถามคนที่มีความรอบรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรง ก็ได้คำตอบว่า เดี๋ยวพี่ เดือนไปดูในนามบัตรให้
สักพักเราก็รู้ทุกอย่างที่นามบัตรบอกไว้ และมีประโยคพ่วงท้ายด้วยว่า ฝากความคิดถึง
ถึงอ.ยอดกับอ.กบด้วยนะคะ ได้ทันทีค่ะ และแล้วtaxi ก็พาเราวนซะ รอบนึง เพราะไม่รู้ว่าบ้านเลขที่นี้(ตามผีบอก
) มันอยู่ที่ไหน เฮ้อ!! กว่าจะมาถึง ช่างเป็นหนทางที่แสนราบเรียบ สะดวกสบายเสียเหลือเกิน
รอที่office สักครู่ อ.กบก็ขับรถเข้ามาถึงและทักทายเรา ที่ห้องประชุมใหญ่ของ Interpact
เราได้พบกับการเรียนการสอนอีกรูปแบบหนึ่งที่ อ.ยอดเยี่ยมได้ทำการถ่ายทอดให้กับนิสิต
ม.ช. ปี 4 ทราบว่าเป็นการเรียนรวดเดียวทั้งอาทิตย์และเป็นวันสุดท้ายของการเรียน
ได้เชิญวิทยากรที่เป็นเพื่อน ๆ และน้องๆ ของ อ.ยอดและ อ.กบที่สนิทกันดีมาช่วยให้มุมมองอีกหลายแนวในการประกอบวิชาชีพ
ผมได้พบกับพี่เต๊า พี่ผู้หญิงสวมเสื้อแขนยาวสีฟ้าดูกระฉับกระเฉงและสดใส ทราบว่าเป็นรุ่นพี่
อ.กบอีกที แต่ทำไมยังดูเด็กๆนะ (ไม่ได้ว่า อ.กบแก่นะครับ) และพี่ต้อยติ่งและคุณพี่คมสันแห่งรายการ
108มงกุฎ นั่งฟังไปขำไป ประกอบกับมุขตลกที่มีแทรกระหว่างการสนทนาเรื่อยๆ จนกระทั่งเที่ยง
เราจึงมารับประทานอาหารที่ 13 เหรียญครับ งานนี้ อ.ยอดเยี่ยมให้เกียรติเป็นเจ้าภาพตามเคย
น่าอิจฉาแกเหมือนกัน ที่มีโอกาสที่จะให้ความเมตตากับบุคคลที่ด้อยกว่าทั้งด้านวัยวุฒิและคุณวุฒิและอื่นๆ
เสมอ ถ้ามีโอกาสที่เราสามารถจะตอบแทนคืนได้ในชาตินี้ก็คงจะดี ก็หวังไว้ว่าคงมีสักวันที่จะตอบแทนน้ำใจของผู้ที่มีพระคุณแก่เรา
![]()
13.00น. เวลาดี ที่อิ่มพอดีๆ ผมได้รับซองจดหมายแนะนำให้เราสามารถเข้าพักที่บ้านเจียรนัยและได้รับกระเช้าใบเขื่องที่บรรจุเครื่องกระป๋องและเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์บรรจุขวดห่อไว้ด้วยกล่องกระดาษ
(ขวดเหล้านั่นแหละครับ) จำนวนหนึ่ง เป็นเหมือนนิมิตหมายอันดีที่เราจะHappy กันสุดๆ
แต่!!! เราก็ก้าวพลาดอีกครั้งด้วยการตัดสินใจเดินทางโดยรถไฟ ไปขึ้นที่สถานีสามเสน
เราถึงสถานี 14.00น. และต้องรอขึ้นรถไฟตอน 16.00น. โอ้ จะไปไหนระยะทางกับเวลาก็ไม่สัมพันธ์กันต้องตัดสินใจนั่งรอระหว่างนั้นก็นอนบ้าง
นั่งบ้าง อนาถชีวิต ได้รู้ซึ้งถึงชีวิตคนเดินทางอีกครั้ง กระทั่งรถไฟมา พร้อมกันโดดขึ้นรถไฟ
จัดแจงที่ทางอันเหมาะเจาะ2 ล็อค 4 ตัว สำหรับรถไฟชั้น 3 นั่งไปไม่ทันหายเหนื่อย(ภาษาชาวบ้านเรียก
ตดยังไม่ทันหายเหม็น) ไฉนเลย ได้ยลโฉมนิสิตวัยดรุณที่รอเรียงรายข้างสถานี เธอเหล่านี้มารอใคร
ทำอะไรที่นี่หนอ ไม่นานนักพวกเธอก็กรูกันขึ้นมาบนโบกี้รถไฟ หัวใจพี่ม่ เริ่มเต้นไม่เป็นส่ำ
สังเกตจากใบหน้าสีชมพูเรื่อๆ เจือด้วยรอยยิ้มมุมปากเล็กน้อย แต่แล้วพี่ม่ ก็หน้าถอดสี(หน้าซีดลง)
เมื่อน้องนางเอื้อนเอ่ยวาจาหักหาญน้ำใจวา พี่คะ รถไฟขบวนนี้ น้องจองไว้หมดแล้วค่ะ
ฟังดูสุภาพแต่ปวดใจ โธ่!!! พี่ ม่ ยิ้มสู้ และสบตาพวกเรา ย้ายก็ย้ายวะ ขอให้มีโอกาสได้เดินเฉียดกายสำรวจน้องๆ
บนรถไฟก็ยังดี โอ้ ว้าว เดินไป กลับประมาณ 2 รอบชักเหนื่อย ไม่เห็นมีโบกี้ไหนว่างเลยนะ
เอาไงดีล่ะ เอ๊ะ!! มีรถไฟชั้นสอง ว่างอยู่นี่นา ว่าแล้วต่างพากันยกขบวนกันไปยังที่หมาย
ไอ้เราก็กะได้ที่นั่งเต็มที่ นายตั๋วก็ไม่มีปัญหาอะไรจ่ายเพิ่มได้ แต่!! ท่านพี่ม่กลับรั้งเอาไว้
เอ้อ เอาเข้าไป บอกบางทีอาจจะไปขอความเมตตาจากดรุณีน้องให้พี่ จากม.มหาสารคามนั่งไปชะอำด้วย
มันส์มากครับtrip นี้ เมื่อเราเดินจะไปขอความเมตตารอบแรกไม่สำเร็จเพราะคนมากเหลือเกิน
รอบสองยังไม่เข้าเป้า ไม่มีใครสนใจเราเลยและพอผ่านสถานีต่างๆ ผู้คนก็ต่างทยอยกันมาตรึม!
พี่ม่และสหายก็ตุหรัดตุเหร่ เก้ๆ กังๆ อยู่บนรถไฟ ขณะที่กตัญญู และนิสิตอีก 3 คน
นั่งอยู่บนเก้าอี้ของโบกี้ชั้นสองเรียบร้อยแล้ว กระนั้นท่านพี่ม่ ก็ยังมิลดละความพยายาม
แอบแว้บ เข้าห้องน้ำล้างหน้า ใสปิ๊ง ออกมาอวดโฉม แต่ก็แห้วครับ จนแล้วจนรอดก็มิอาจสำเร็จความตามใคร่ได้
เราก็(3 คนที่เหลือ) ตีตั๋วยืนสง่าบ้าง เปลี่ยนท่าไปต่างๆ จนถึงเมืองเพชรบุรี และเมื่อทนไม่ไหวก็มาขอนั่งเบียดกับพวกเดียวกัน
ยกเว้นท่านพี่ของเรา ไม่ยอมนั่งแทรกระหว่างพวกเดียวกัน กลับปลีกวิเวกไปนั่งเบียดกับคนอื่น
อื้อฮือ เท่ห์ชะมัด หมดจดจริง!!! 20.00น.เดินทางมาถึงชะอำด้วยความกระปรกกระเปลี้ย
(เหนื่อยล้า) นี่แค่ 4 ชม. บนรถไฟทำไมบ่นนักนะ ก็อยากบ่นน่ะ มันเหนื่อย) แต่พอนึกถึงความสุขความทรงจำที่ไม่มีที่สิ้นสุดแล้วก็หายเหนื่อยเป็นเด็ดทิ้ง
อาหารเย็นแบบทะเลๆ มื้อแรกสร้างความประทับใจให้เรามาก ที่ตลาดเมืองชะอำ อาหารทะเลค่อนข้างถูก
ร้านนี้ได้รับการแนะนำจากพี่โชติ คนขับแท็กซี่ที่เพิ่งรู้จักกันตอนลงจากรถไฟ แกอัธยาศัยดีมากเหมาะกับเป็นคนเมืองท่องเที่ยวจริงๆ
อุตส่าห์ทนนั่งรอพวกเราทานข้าวแล้วยังใจดีพาเราไปส่งที่พัก ในราคาเพียง 150 บาท
แล้วคืนแรกของพวกเราก็จบลงที่condominium หรูท่ามกลางสายลม เสียงคลื่นและแสงจันทร์
กับขวดเบียร์ Heinegen ประมาณ หนึ่งขวดครึ่ง แหมคออ่อนกันจริง อาจเป็นเพราะต่างเหนื่อยล้ากันมานาน
(บ่นอีกแล้ว) ก่อนที่จะหลับคืนนั้น เรามีความรู้สึกว่าตลอดเวลาที่เราออกเดินทางมาจาก
Interpact เหมือนกับว่ามีใครคนนึงคอยติดตามเป็นห่วงเราอยู่ตลอด โทรมาถามสารทุกข์
เสมอว่าถึงไหนแล้ว เด็กๆเป็นอย่างไรบ้าง ยังอาการดีกันอยู่ไหมฯลฯ จะใครล่ะครับก็มีอยู่คนเดียวถ้าไม่ใช่
อ.ยอดเยี่ยมของพวกเรา(น่าน !! แสดงความเป็นเจ้าของ) โทรมาบอกตอนหลังว่าให้มาพักผ่อน
ไม่ต้องคิดอะไรมาก เอ๊ะ!! ยังไง ตอนแรกผมก็ไม่คิดอะไร นอกจากมาพักผ่อนนะครับ แต่พอบอกว่าไม่ต้องคิดอะไร
ผมก็เลยต้องคิดว่ามีอะไรแน่ๆ ชักเครียด แล้วใจก็เริ่มคิดว่า แกให้พวกเรามาเที่ยวนี่มีเป้าหมายอันได
ก็กะจะไม่คิดนะครับ ก็เลยทึกทักเอาว่า ผลพลอยได้จากการเดินทางในครั้งนี้นอกจากจะได้รับความสนุกสนานผ่อนคลายและประสบการณ์การเดินทางที่ดีแล้ว
เราน่าจะได้รับความรู้สึกที่ดี ความคุ้นเคยหรือความใกล้ชิดระหว่างเพื่อนร่วมเดินทางซึ่งผมก็จะคอยดูผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นอย่างเงียบๆ
แล้วคืนนั้นก็เป็นการนอนหลับแบบม้วนเดียวจบ เช้า 15 ต.ค. 2543 เวลา 10.00น. เรานัดพี่โชติให้มารับที่พักตอนเช้า
แกมาตรงเวลาดีครับ มาแล้วก็ต่อรองราคารถ เบ็ดเสร็จ 600 บาท เริ่มตั้งแต่พาไปกินข้าว
และเข้าเมืองเพชรบุรี แวะสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ และอื่นๆ ทั้งวัน ไม่แพงอย่างที่คิด
พอขอความเห็นจากพี่ม่ และได้รับการพยักหน้าเป็นสัญญาณตกลงแล้วการเดินทางอันหฤหรรษ์ของเราก็เริ่มขึ้น
ที่ชายหาดชะอำคนเยอะมาก ถึงที่หมายเกือบเที่ยงพอดี พวกเราตื่นตากับอาหารทะเลสดมากที่เราเลือกสังหารพวกเขาโดยการให้มันมาปรากฏอยู่ในจานของพวกเราด้วยการบริการที่เปี่ยมล้นน้ำใจของพ่อครัว
เป็นอาหารมื้อที่อร่อยมาก สักพักเราก็อิ่มเอมกันเต็มที่ รอพี่โชติสักพักแกก็เข้ามารับ
โอ ต้องไปเที่ยวที่เพชรบุรีต่ออีกหรือนี่ (ชักขี้เกียจ) ระยะทางแค่ 40 กิโลเมตรจากชะอำถึงเพชรบุรี
ปรากฏว่ามีคนหลับครับ!!! สงสัยเป็นอาการเริ่มย่อยของอาหารในท้อง เพชรบุรีที่เราไปพบ
มีหลายเรื่องที่น่าสนใจ จากเมืองที่สงบเงียบเมื่อ 5 ปีที่แล้ว มาวันนี้รู้สึกถึงความแตกต่าง
เมืองเริ่มคึกคักขึ้น วุ่นวายขึ้น แม้จะมีอาคารพาณิชย์ที่ถูกทั้งร้างจากพิษเศรษฐกิจบ้าง
จากทางด่วนที่ตัดข้ามผ่านบ้างประปราย แต่มีธุรกิจหนึ่งที่ยังคงตื่นอยู่เสมอคือ
ร้านขายขนมหม้อแกงและอีกสารพักขนมไทย ที่มีเรียงรายตลอดสองข้างทาง เป็นช่วงๆ แข่งกันซะเหลือเกิน
มีทั้งแม่กิมลั้ง อันนี้พี่โชติรับประกันความอร่อย นอกจากนั้นก็มี แม่กิมล้วน กิมลุ้ย
และเจ้าเล็กเจ้าน้อยเยอะไปหมด แต่ละร้านทำเป็นอาคารขนาดใหญ่ มีที่นั่งรับประทานอาหารที่จอดรถและขายสินค้าที่ระลึก
เข้าไปแล้วตะลึง ช่างเหมาะกับเป็นเมืองขนมจริงๆ ของกินเยอะมากครับ เที่ยวเพชรบุรีไม่ทันถึงวันก็เหนื่อยมากเพราะเดินเขาวัง
ทั้งร้อนและคนเยอะมาก มาคราวที่แล้วใบลั่นทมร่วงเหลือกิ่งกับดอกบานสะพรั่งช่างงามแท้หนอ
แต่วันนี้กลับมีความเขียวสดแซมดอกขาว กลายเป็นความงามที่ไม่โดดเด่น ดูไม่น่าประทับใจเหมือนเคย
ทั้งที่เป็นต้นไม้ต้นเดียวกันแท้ๆ ก่อนออกจากเพชรบุรีเราแวะไปที่วัดที่อยู่กลางเมืองเพชร
ที่เห็นแล้วต้องทึ่งความถึกของช่างเมืองเพชรและพี่โชติก็พาไปวนดูพระราชวังบ้านปืน
ถามดูว่าจะมีใครลงเดินดูมั๊ย ทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่ครับ ขอวนดูรอบๆ
ก็พอ กลับถึงที่พัก พวกเราปิดท้ายวันพักผ่อนด้วยการออกกำลังกายที่สระว่ายน้ำของคอนโด
(ไม่วายที่จะต้องออกแรงอีก) เล่นน้ำกันจนถึง 2 ทุ่ม เหนื่อยล้าไปตามๆกัน ที่พวกเราไม่เล่นน้ำทะเลก็เพราะ
ค่อนข้างสกปรก ปลาลอยตายกันเกลื่อนชายหาด คิดดูว่าถ้าเป็นอย่างนี้ไปเรื่อย อีก
5 ปี คงไม่เหลือสถานที่อันน่าอภิรมย์เช่นนี้อยู่และชะอำก็จะกลายเป็นเมืองที่ไม่มีใครมาท่องเที่ยวเลยเป็นแน่
ชาวเมืองที่มีทรัพยากรท่องเที่ยวเป็นทุนอยู่แล้ว น่าจะหวงแหนและตระหนักรับผิดชอบให้มากที่สุด
เพราะแหล่งท่องเที่ยวเป็นเสมือนที่สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนนั้นๆ ถ้าไม่มีแหล่งรายได้แล้วคนในชาติคงจะลำบากมากกว่าที่เป็นกันถ้วนทั่ว
คืนสุดท้ายที่คอนโดจบลงเมื่อเวลา
04.00น. รู้ตอนหลังว่าถ้าน้ำแข็งเหลือคงจะอยู่ต่อกันได้อีกนานกว่านี้ สำหรับผมปิดเครื่องก่อนใครเพื่อนตอนเวลา
22.30 น. (นี่ขนาดว่าอาศัยว่านรางจืดที่มีสรรพคุณชั้นยอดแล้วนะ) และพวกเราก็พร้อมที่จะเดินทางกลับไปยังมาตุภูมิรักอีกครั้งในตอนเช้า
พี่โชติมารับเช่นเคย เราตื่นขึ้นมาพร้อมอาการครบ 32 เราต่างตักตวงเวลาที่เหลืออยู่ไว้ให้มากที่สุด
ไม่คอยอยากจะจากไปเลย ผมสังเกตเห็นท่านพี่ ม่ แกจะตื่นๆ เล็กน้อยที่ต้องเก็บกวาดทุกอย่างให้เข้าที่ดังเดิม
กลัวอ.ยอดจะไม่ให้มาอีก(ฮา) เห็นพี่ม่ Active อย่างนี้แล้วทุกคนมิอาจนิ่งเฉยได้
เก็บกวาดซะเกลี้ยง เราได้ซากอารยธรรม เป็นขวดเบียร์และถุงขนม รวมทั้งกระป๋องสังกะสีรวมแล้วถุงใหญ่ๆ
หนึ่งถุง ไม่น่าเชื่อว่าเศษซากอารยธรรมจะมากขนาดนี้นี่แค่2คืนเท่านั้น ถ้ามีคืนที่
3 ต่อ คงจะมากกว่านี้เป็นแน่
แล้วเช้าวันนั้นก็หมดไปกับการเก็บกวาดอย่างเรี่ยมเร้ และเวลาหมดลงเมื่อพี่โชติเดินทางมาถึงและพาพวกเราไปปล่อยไว้ที่ร้านขนมแม่กิมลั้ง
รอรถโดยสารที่จะพาเราเข้าเมืองกรุงอีกครั้ง ประมาณ 15.30พวกเราเดินทางถึงสถานีขนส่งสายใต้
เฮ้อ ต้องมาผจญมลพิษอีกแล้วหรือนี่ แต่หนทางข้างหน้านั้นแสนท้าทาย เราต้องไปพบคนพิเศษบางคนที่มีเวลาให้เราไม่เกิน
19.00 น. ไม่รอรี เรานั่งแท็กซี่ อีกเช่นเคย ไปถึง ผับSugar Beat ตอน 16.00 น.
คนพิเศษก็เดินทางมารับเราไปสถานที่พิเศษ สำหรับอาหารมื้อวิเศษที่เราจะได้รับ เรามาถึงบ้านอาจารย์กบ
พิพัฒน์ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจาก Sugar Beat นัก (อ.กบสัญญาว่ามาคราวหน้า จะพามาเที่ยว
แต่ต้องเป็นวันที่แกว่างนะครับ) และเข้าฟัง บรรยายพิเศษเกี่ยวกับเรื่องวัสดุในงานก่อสร้าง
เรื่องฝีมือช่างก่อสร้าง การควบคุมราคาค่าก่อสร้าง การตกแต่งภายใน วัสดุ ตลอดจนรายละเอียดต่างๆ
เกี่ยวกับเรื่อง แสง สี บรรยากาศ ภายในตัวบ้าน ลูกเล่นต่างๆ ที่มีอยู่ และทำให้เราพบว่าจริงๆแล้ว
อ.กบ คนพิเศษคนนี้เป็นคนยังไง (ฮา) ดูง่ายๆ จากห้องน้ำทุกห้องในบ้าน มีกระจกที่เปิดโล่งมองเห็นภายนอกได้จากฝ้าจรดพื้น
เช่นเดียวกันที่คนข้างนอกก็มองทะลุเห็นกิจกรรมที่ทำข้างในด้วย การบรรยายจบลงเมื่อเหล้าเข้าปาก(เอ๊ย
ไม่ใช่ ครับ ) เมื่อเราเริ่มทานอาหารที่อร่อยมากครับ เป็นยำแหนมที่อร่อยจริงๆ เพิ่งรู้ว่าเป็นแหนมต้นตำรับ
ส.ขอนแก่นที่มีชื่อเสียง (อร่อยจริงๆ ครับ ไม่ได้เว่อร์) สิ่งละอันพันละน้อยต่างทยอยเข้าปากและสองหู
ตาดูและสังเกต กิจกรรมที่เกิดขึ้นสนุกสนาน เม้า แตก แล้วเวลาก็ผ่านาไปอย่างรวดเร็ว
จนกระทั่งเลยเวลาเข้าสอบของอ.กบ (ท่าทางจะแค้นพวกเรามาก ที่ต้องโดดงานมาตั้งแต่กลางวันเพื่อมาเตรียมอาหาร
และต้องพลาดการสอบ) พวกเราจำเป็นจะต้องรีบกลับ เหมือนกัน เพราะจองรถไว้ตอน21.30
น. ก่อนกลับเราได้รับการสาบแช่งถ้าเวรกรรมมีจริงเราจะต้องรับผิดชอบผลกรรมที่เราได้ก่อขึ้น
(โหด) คืนนั้นระหว่างการเดินทางกลับ ผมรับรู้เพียงว่าได้รับความอบอุ่น ความสนุก
ความประทับใจที่จะหาจากที่ไหนไม่ได้ง่ายๆ อีกแล้ว ยังมองเห็นรอยยิ้มของอ.กบตอนเมา
(ตาแกเยิ้มจริงๆ) ลูก อ.กบ ที่หน้าตาคล้ายแม่ (โชคดีไป)เสียงอ.ยอดที่ก้องสองหูว่า
เฮ้ย ไอ้ตั้ว เอ็งเมาแล้ว และทำให้ผมหายเมาทันที ผมกับกตัญญูหลับสนิทตลอดการเดินทางกรุงเทพฯ
มหาสารคาม นับเป็นการเดินทางที่แสนพิเศษครั้งหนึ่งในชีวิตของผม ขอให้คุณโชคดี
ลาก่อนเมืองหม้อหวาน และมันเป็นที่สุด(หม้อแกงรสหวาน มัน) ลาก่อน คอนโดหรูริมหาด
ลาก่อนกรุงเทพมหานครและผมจะขออนุญาตกลับมาเยี่ยม อีกครั้งและอีกครั้ง
![]()